การเดินสายชักชวนคนวงการต่างๆ เพื่อร่วมขบวนการปฏิรูปการเมืองของรัฐบาล ทำให้กระแสการปฏิรูปกลับมาอีกครั้ง
หลังจากว่างเว้นหายไปจากการรับรู้ของประชาชนมานานนับตั้งแต่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศ เพราะก่อนหน้านี้ การปฏิรูปการเมืองได้มีการพูดถึงกันอย่างมากในรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ปัญหาการปฏิรูปของรัฐบาลชุดที่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็มีสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จคือพรรคเพื่อไทยและกลุ่มแนวร่วมไม่มีใครเข้าร่วมกระบวนการครั้งนั้นด้วย
การปฏิรูปการเมืองของรัฐบาลชุดนี้มีสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่ากำลังเผชิญกับปัญหาเดียวกัน นั่นคือ พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลไม่ส่งคนเข้าร่วมด้วย อีกทั้งยังมีการเคลื่อนไหวคัดค้านหรือต่อต้านอยู่ตลอดเวลา แต่รัฐบาลนี้ทำในสิ่งที่แตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อน กล่าวคือ นอกจากจะมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองขึ้นมาชุดหนึ่งแล้ว ยังมีการผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากความขัดแย้งการเมืองในช่วงที่ผ่านมาด้วย กล่าวได้ว่าทำในสองด้านในคราวเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับการปฏิรูปการเมืองในรัฐบาลชุดนี้คือในเรื่องวิธีคิดเกี่ยวกับการปฏิรูป เพราะหากเปรียบเทียบกระบวนการปฏิรูปในช่วงที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันในแง่เนื้อหาสาระอย่างมาก กล่าวคือ การเชิญชวนให้บุคคลต่างๆ เข้ามาร่วมในกระบวนการปฏิรูปการเมืองในครั้งนี้ คนที่เข้ามามีบทบาทคือคนที่อยู่ในแวดวงการเมืองมาก่อน ไม่ว่าจะมีตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อน คนที่เข้าร่วมเป็นกรรมการส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ถือว่าเป็น"ผู้รู้"ในแวดวงวิชาการ ทำให้เชื่อว่าแนวทางที่ออกมาจะต่างกันอย่างมาก
หากเปรียบเทียบความต่างในด้านวิธีคิด จะเห็นได้ว่ากระบวนการปฏิรูปในรัฐบาลก่อนหน้านั้น จะมุ่งเน้นไปที่ความรู้ทางสังคมประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน เพื่อศึกษาที่มาของปัญหา ซึ่งกว่าจะสรุปผลเป็นข้อเสนอก็ใช้เวลาพอสมควร แต่ในที่สุดแล้วเนื่องจากข้อเสนอมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง จนปัจจุบันผลการศึกษาปฏิรูปในครั้งนั้นได้เพียงความรู้ความเข้าใจปัญหาความขัดแย้ง แต่ไม่มีผลการปฏิบัติที่ออกมาอย่างชัดเจน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และข้อเสนอทั้งหมดในเรื่องการปฏิรูปในครั้งนี้ก็หายไปจากการถกเถียงระดับรัฐบาล
หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดนี้ที่กำลังเดินสายเชิญชวนคนเข้ามาร่วม แสดงให้เห็นว่าพยายามให้มีความหลากหลายจากคนทุกกลุ่มเช่นเดียวกัน แม้แต่เชิญผู้มีชื่อในระดับโลกเข้ามาร่วมหรือสังเกตการณ์การปฏิรูปในครั้งนี้ด้วย แต่เท่าที่ประเมินก็เชื่อว่าผลที่ออกมาเป็นคนละเรื่องกับรัฐบาลชุดก่อน เพราะจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคดีความต่างๆ เป็นประเด็นที่สามารถปฏิบัติได้โดยทันทีในแง่ของตัวบทกฎหมาย ซึ่งการผลักดันกฎหมายนิรโทษก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร
เราเชื่อว่าเรื่องการปฏิรูปการเมืองนั้นสามารถมองได้หลายแง่มุมและถกเถียงกันไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งไม่ว่าแนวทางจะออกมาอย่างไรก็ย่อมมีผู้ไม่เห็นด้วยเสมอ แต่ปัญหาขณะนี้คือทำอย่างไรจะดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วม เพราะหากปราศจากการมีส่วนร่วมแล้ว รัฐบาลก็จะเผชิญกับคำถามเดิมคือทำเพื่อเอื้อประโยชน์และปฏิรูปเพื่อพวกพ้องเป็นหลัก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นเป้าหมายสร้างความปรองดองด้วยการปฏิรูปการเมืองก็จะล้มเหลว และในอนาคต เราก็จะมีการตั้งกรรมการในลักษณะนี้ในทุกรัฐบาล






