สภาผู้แทนราษฎร พิจารณารับหลักการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง
โดยกรอบเวลาในขั้นตอนของการออกเป็นกฎหมายบังคับใช้กำหนดไว้คร่าวๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องประมาณ 4-6 เดือน โดยการอภิปรายในช่วง 2 วันที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าทั้งฝ่ายคัดค้านและฝ่ายที่สนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว ต่างก็มีจุดยืนของตัวเอง ซึ่งจากการฟังอภิปรายสองวัน เราเชื่อว่าคนทั่วไปอาจมีความเข้าใจในเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายฉบับนี้น้อยมาก เพราะได้ฟังแต่เหตุผลการสนับสนุนและคัดค้าน
จากเหตุผลการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อต้องการยุติความขัดแย้งด้วยการนิรโทษกรรม กับผู้กระทำความผิดจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา และเชื่อว่าหากสามารถนิรโทษกรรมให้กับผู้มีความผิดได้ สังคมไทยก็จะเข้าสู่ภาวะแห่งความปรองดองได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดระดับความรุนแรงได้ นอกจากนี้ ฝ่ายเสนอกฎหมายยังให้เหตุผลว่าไม่ใช่ครั้งแรกของสังคมไทย ที่มีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะในอดีตก็เคยทำมาแล้วถึง 27 ครั้ง และหลังจากนิรโทษกรรมความขัดแย้งก็ลดลง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ อาจทำให้มีการนิรโทษกรรมมากกว่านั้น แต่มีการออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งเป็นการเหมารวมคนที่กระทำความผิดในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง ที่ไม่สมควรจะนิรโทษกรรม เพราะมีความผิดตามกฎหมายชัดเจน ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดทางการเมืองอย่างแท้จริง แต่เป็นกฎหมายที่แฝงเป้าหมายอื่นมากกว่าเพื่อแก้ความขัดแย้งของคนในสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องยินยอมไม่ได้
ดังนั้น ความคิดสองขั้วที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคลี่คลายได้โดยง่าย และเชื่อว่าแม้จะออกกฎหมายฉบับนี้ ก็ไม่อาจทำให้ลดความขัดแย้งลงได้ เหมือนที่บางคนเปรียบเทียบกับกฎหมายนิรโทษกรรมในอดีต เพราะว่าในอดีตเป็นความขัดแย้งระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ในขณะที่ปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากกลุ่มการเมืองสองขั้วที่มีความเห็นต่างกัน แต่เป็นร่างกฎหมายที่เสนอโดยกลุ่มการเมืองที่อยู่ในขั้วความขัดแย้ง จึงเป็นไปได้ยากที่ลดความไม่พอใจลงได้
ปัญหาใหญ่ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าไม่ใช่เป็นเรื่องของเนื้อหาสาระของตัวบทกฎหมายนิรโทษกรรม ว่า จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และจะเป็นกฎหมายที่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งได้หรือไม่ แต่ปัญหาอยู่ที่ความไว้วางใจของคนในสังคม เพราะหากว่าติดตามการโต้แย้งระหว่างสองกลุ่มความคิดที่เห็นขัดแย้งกันนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานและไม่มีแนวโน้มว่าจะหาข้อยุติความขัดแย้งร่วมกันได้ โดยสาเหตุหลักมาจากความไว้วางใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในสังคม
เราเห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นความขัดแย้งที่แก้ไขยาก หรือเป็นความขัดแย้งที่ไม่มีทางออก หากยังไม่สามารถสร้างความไว้วางใจของผู้คนในสังคมได้ ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับขณะนี้ คือ เราจะต้องยอมรับว่าเราจะต้องอยู่ในความขัดแย้งเช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าจะมีกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ คนไทยยังต้องเรียนรู้กันต่อไปว่าจะอยู่กันอย่างไร ท่ามกลางความขัดแย้งเช่นนี้ โดยไม่จำเป็นต้องห้ำหั่นกันให้ย่อยยับไปกันข้างหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องระวัง ก็คือ อย่าให้กฎหมายที่กำลังจะผลักดันออกมา เป็นตัวเร่งให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น หากเป็นเช่นนั้น แผลในสังคมก็จะร้าวลึกยิ่งขึ้น และจะอยู่กันด้วยความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น






