สถานการณ์บ้านเมืองห้วงเวลานี้ยังอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง แม้จะคลายวิตกลงระดับหนึ่ง
หลังผ่านพ้นนาทีจับตา "ม็อบ" ว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ต่อการเปิดสภา ถก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ภาคเอกชนที่สุ่มเสี่ยงต่อการลงทุนภายใต้ความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นระยะ จำเป็นต้องมองหา "ตลาดใหม่" นอกเหนือจากการปรับยุทธศาสตร์ธุรกิจเป็นแนว "ตั้งรับ"
เมื่อสารพัดม็อบในเมืองหลวงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการธุรกิจไม่น้อย การขยับขยายสู่พื้นที่ใหม่ เพื่อสร้างฐานธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า และกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจจึงถูกพิจารณามากขึ้น และไม่ใช่เรื่องยาก!! มากนักในยุคการค้าไร้พรมแดนที่มี "เวที" ทั้งในและนอกบ้านเปิดกว้างรอบรรดาผู้เล่นจากทั่วสารทิศร่วมขับเคลื่อนพื้นที่เศรษฐกิจใหม่
เป็นโอกาสดีของการแปรวิกฤติเป็นโอกาส โดยเฉพาะประเทศไทยยังมี "ตลาดใหม่" มหาศาลตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมไทย มีกระแสการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ยิ่งมีการพัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษา อาชีพการงาน ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือ "อำนาจซื้อ" ที่เพิ่มขึ้น
ภาคเกษตรกรรมใน "สังคมชนบท" ได้รับการพัฒนาขยับขยายสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น ขณะที่ย่าน "ใจกลางเมือง" แออัดยัดเยียดไปด้วยผู้คนย่อมเกิดการ "ถ่ายเท" สู่ "วงรอบนอก" สร้างชุมชนใหม่ เป็นการเคลื่อนย้ายของสังคมจากพื้นที่เก่าสู่พื้นที่ใหม่ นำสู่ "สังคมเมือง" ในแหล่งใหม่ นั่นเอง
มีผู้คนที่ไหน!! ย่อมมี "ดีมานด์" ยิ่งในแหล่งใหม่ นับเป็นตลาดใหม่!! สำหรับสินค้าและบริการทุกแขนงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในเชิงทฤษฎีผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างรายได้ประชากร การเติบโตของชนชั้นกลาง พฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์การบริโภคคนรุ่นใหม่ ทำให้ส่วนภูมิภาค (Upcountry) ของไทยขยับสถานะการเติบโตตามลำดับขั้นพัฒนาการตลาด ไล่ตั้งแต่ "ตลาดบุกเบิก" หรือ “Frontier Markets เน้นความต้องการในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ไฟฟ้า น้ำประปา ถนนหนทาง โรงพยาบาล สินค้าและบริการที่เป็น "ปัจจัย 4"
ก่อนจะก้าวสู่ตลาดกำลังพัฒนา (Developing) มีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเคลื่อนที่เร็ว หรือ FMCG (Fast Moving Consumer Goods) สินค้าคงทนถาวรต่างๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
จากนี้ขยับสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging) ซึ่ง "ชนชั้นกลาง" ขยายตัวและเติบโตสูงเป็นฐานบริโภคสินค้าต่างๆ ยิ่งรายได้ดีขึ้นจะมีการใช้จ่ายมากขึ้น ต้องการบริโภค อาหาร พลังงาน โภคภัณฑ์ต่างๆ มากขึ้น สินค้าอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ แฟชั่น สิ่งอำนวยความสะดวก บริการทางการเงินต่างๆ ล้วนได้รับความนิยม
ก่อนจะก้าวสู่ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed) เป็นการบริโภคที่เน้น "ความพึงพอใจ" พร้อมจ่ายไม่อั้นสำหรับสินค้าเพื่อการเดินทาง ท่องเที่ยว ภัตตาคารชั้นนำ สินค้าหรูหราแบรนด์เนม ดีไซน์การตกแต่ง ฯลฯ
หากมอง "ตลาดใหม่" นอกบ้าน อาเซียน คือ เป้าหมายสร้างการเติบโตของธุรกิจต่างๆ มุ่งปักหลัก "เมืองเศรษฐกิจ" ของประเทศต่างๆ ซึ่งเสมือนหัวใจแห่งกำลังซื้อ แม้เศรษฐกิจ "ประเทศจีน" จะอยู่ในภาวะ "ขาลง" แต่จำนวนประชากรมหาศาลความต้องการบริโภคจึงสูง นอกจากเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง ยังมีเมืองอื่นๆ ที่กำลังขยายตัวและเติบโตอย่างมาก อาทิ ฉงชิ่ง เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนให้เป็นประตูเมืองภายในประเทศเป็นแหล่งเศรษฐกิจใหม่ที่มาแรงต่อจากเมืองท่าชายทะเลต่างๆ
หรืออย่าง "โฮจิมินห์" เมืองที่โตเร็วสุดของเวียดนาม เป็นจุดยุทธศาสตร์การลงทุนของต่างชาติ หากเทียบท้องถนนในนครโฮจิมินห์จากปี 2545 สมัยนั้นมีเพียงรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์ แต่วันนี้บนถนนของโฮจิมินห์มีรถหรูมากมาย จักรยานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ความร่ำรวยของผู้คนในโฮจิมินห์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับการเปิดประเทศของ "พม่า" เป็นการเปิดตลาดครั้งสำคัญต่อ "โอกาสทางธุรกิจ" ของเพื่อนบ้านอย่างไทย ในย่างกุ้งเป็นศูนย์รวมการค้าขายระดับนานาชาติ มี "ชนชั้นกลาง" ที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มีกำลังซื้อสูง
การเมืองวุ่น-เศรษฐกิจชะลอ ยิ่งต้องเร่งมองหาโอกาสใหม่-ตลาดใหม่ ผู้ประกอบการไทยจะช้าไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว






