วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คิดอย่าง “เขา” อย่าง “เรา” กรณี “ลูกโลกสีเขียว”

ข่าวการคืนรางวัล “ลูกโลกสีเขียว” ซึ่งมีกลุ่มบุคคลที่ได้รับรางวัลและพยายามนำส่งคืนทั้งถ้วยและเงินรางวัลรายละหนึ่งแสนบาท

ตามข่าวอ้างว่า เพื่อเป็น “การประท้วงกรณีอุบัติเหตุท่อน้ำมันรั่วในพื้นที่ชายฝั่งจังหวัดระยอง” และเพื่อสะท้อนความไม่พอใจในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้กับ ปตท. ได้รับทราบ หากมองเป็นเรื่องผิวเผินอย่างเหตุผลที่มีมารองรับการประท้วงในครั้งนี้ ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องคิดมาก แต่เมื่อพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้ง เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และองค์กรน้อยใหญ่ที่ทำ CSR ประชาสัมพันธ์องค์กรด้วยการมอบรางวี่รางวัลสารพัดให้กับคนภายนอก

ส่วนตัวแล้ว มองว่า “น้ำมันรั่ว กับ ถ้วยรางวัลลูกโลกสีเขียว” เป็นคนละเรื่อง แม้ว่าทางฝ่ายผู้ประท้วงจะยืนยันว่าเป็นการดำเนินการแสดงออกในลักษณะ “เชิงสัญลักษณ์” เพื่อสะท้อนจุดยืนและกดดันให้ทาง ปตท. ออกมาแสดงความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าว ซึ่งผมเข้าใจดีว่าการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นสามารถกระทำได้ตามกรอบกฎหมายที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้สิทธิไว้ แต่ขณะเดียวกัน ผู้พยายามจะคืนถ้วยรางวัลพร้อมเงินนั้น ย่อมสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ติชมได้อย่างสร้างสรรค์ภายใต้กรอบของกฎหมายเช่นเดียวกัน

ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า หลายต่อหลายองค์กรขนาดใหญ่ มีโครงการ “ตอบแทนคืนสู่สังคม ที่บางทีเรียกว่าการทำ CSR” ด้วยการจัดประกวด มอบรางวัลในหลายรูปแบบ มีเงินรางวัลและการเชิดชูเกียรติยศแห่งความสำเร็จแตกต่างกันออกไป สำหรับคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การได้รับรางวัลเมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขซึ่งปรากฏในเว็บไซต์ของการให้รางวัลลูกโลกสีเขียว http://pttinternet.pttplc.com/greenglobe/history_rule.html ถือได้ว่ามีความชัดเจนและมีกระบวนการกลั่นกรองด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ได้รับความน่าเชื่อถือทางสังคมมากมาย ถือว่าน่าจะเป็น “รางวัลที่มีความโปร่งใส และวางใจได้ในแง่ของการคัดสรรตัวบุคคลองค์กรคณะบุคคลต่างๆ มารับรางวัลอยู่พอสมควร”

แต่ส่วนตัวเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาของทาง ปตท. นั้น กระทำถูกต้องที่มิได้รับคืน ดังความเห็นของ คุณไพรินทร์ ชูโชติถาวร ซีอีโอของบริษัทฯ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า "ปตท.คงไม่สามารถรับรางวัลคืนได้เพราะไม่ได้เป็นของ ปตท. แต่เป็นของสถาบันลูกโลกสีเขียว" (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) ซึ่งพบว่า สถาบันลูกโลกสีเขียวเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นมามีคณะกรรมการบริหาร โดยได้รับทุนสนับสนุนในการมอบรางวัลจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมา มีกระแสโจมตีเกี่ยวกับเรื่องราคาน้ำมันที่ซื้อขายใช้สอยกันในประเทศไทยซึ่งทาง ปตท. เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายว่ามีราคาแพงบ้าง กล่าวหาว่าเป็นผู้กำหนดกลไกราคาบ้าง หรือมองไปถึงเรื่องผลกำไรของ ปตท. โดยฝ่ายที่คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าวมีทัศนคติในทางที่ค่อนข้างลบอย่างมากต่อบริษัทฯ โดยเฉพาะสื่อบางแห่งที่วางตัวเสมือนเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ ปตท. มาตลอด ถึงขนาดเคยได้รับฟังความในใจของผู้บริหารระดับสูงของ ปตท. ได้เปรยให้ฟังถึงความหนักใจในการอธิบายข้อมูลต่างๆ ต่อสังคม เพราะบนพื้นฐาน “ความแตกแยกทางความคิด อุดมการณ์ทางการเมือง การเลือกข้างเลือกฝ่ายในสังคมทุกวันนี้เป็นปัญหาที่ฝ่ายไหนสนับสนุนเรื่องใดก็จะเชื่อแบบฝังใจ ถ้าฝ่ายใดจงเกลียดจงชังสิ่งใดก็จะโถมไปอย่างสุดตัว” ทำให้ไม่มีการรับฟังข้อมูลคำชี้แจง ซึ่งฝ่ายบริหารกล่าวว่าได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการเผยแพร่ความจริงทั้งเรื่องการคิดคำนวณราคาน้ำมัน มากระทั่งปัญหาล่าสุดเกี่ยวกับปัญหาท่อน้ำมันรั่วไหล

แน่นอนว่า การคืนรางวัล “ลูกโลกสีเขียว” ในครั้งนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อสถาบันลูกโลกสีเขียวที่ ปตท. เป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะหากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ การทำ CSR ในการให้รางวัลนี้ ทาง ปตท. คงไม่คาดหวังว่า วันหนึ่งจะมีผู้นำรางวัลมาคืน กระทั่ง มีกลุ่มองค์กร และกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่เมื่อทราบข่าวการคืนรางวัล ก็ได้นำไปใช้เป็นประเด็นในการขยายผลโจมตีทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายเพิ่มพูนจากความเสียหายกรณีน้ำมันรั่ว ทั้งในโลกสังคมออนไลน์ และในโซเชียลมีเดียต่างๆ จึงไม่เป็นเรื่องน่าแปลกที่หากผมเป็นผู้บริหาร ปตท. จะต้องนำเรื่องดังกล่าวไปทบทวนและอาจหาแนวทางที่จะช่วยบรรเทาเยียวยาความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของบริษัทฯ ถึงขั้นอาจต้องเปลี่ยนแปลงหรือคิดหาโครงการใหม่มาทดแทนโครงการเดิมที่แม้จะมีเจตนาดีดังกล่าว หากเห็นได้ว่าการดำเนินการผ่านองค์กร หรือ สถาบันบางแห่งเช่นที่แล้วๆ มา สามารถเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาลดทอนความน่าเชื่อถือของ ปตท. ในยามวิกฤติและคับขันเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในเมื่อ ทาง ปตท. ไม่ขอรับรางวัลและเงินรางวัลรายละแสนบาทคืนแล้ว ผมอยากเห็นผู้ที่ประสงค์จะมอบคืนถ้วยรางวัลและเงินรางวัลมุ่งมั่นในเจตนาเดิมที่จะ “ไม่รับทั้งถ้วยและเงินดังกล่าว” ด้วยการตั้งกองทุนหรือนำเงินทั้งหมดรวมๆ กันตามข่าวน่าจะนับได้เป็นเงินถึงเกือบสองล้านบาทเพื่อไปช่วยเยียวยาหรือเข้าไปบรรเทาปัญหาในพื้นที่ชายฝั่งที่อ่าวพร้าวและบริเวณใกล้เคียง ร่วมกับ ปตท. ซึ่งถ้ายังยืนยันเจตนารมณ์เช่นนั้น และ “กลุ่มบุคคลทั้งหมด” ริเริ่มจะตั้งกองทุนขึ้นจริง ผมขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า ผมยินดีสมทบทุนด้วยเงินส่วนตัวอีกหนึ่งแสนบาท ขอให้กลุ่มผู้เคลื่อนไหวที่แสดงเจตนาจะมอบคืนรางวัลทุกคนนำหลักฐานสำคัญต่างๆ มาแสดงและรับเงินไปได้เลย เพราะแม้ส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยกับวิธีการของพวกท่านทั้งหลาย แต่ถ้าท่านมีความตั้งใจจริงมุ่งหวังช่วยสังคมส่วนรวมถึงขนาดนั้น ผมก็ยินดีสนับสนุน และขอยืนยันว่านี่ไม่ใช่การประชดประชันแต่อย่างใด