วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปการเมืองเปิดพื้นที่ให้ใคร

การเมือง หรือการบ้านการเมือง เป็นเรื่องส่วนรวมเกี่ยวข้องกับผู้คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งคนในบ้านเมืองเข้ามาบริหารจัดการให้น่าอยู่

และการเมืองมีพัฒนาการตามลักษณะการปกครองรัฐเดียวบ้าง สหรัฐบ้าง โดยมีจุดจากนครรัฐเล็กๆ มีความหลากหลายของกลุ่มคนในบ้านเมืองน้อย เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปสังคมมีความหลากหลายทางกลุ่มอาชีพ กลุ่มชาติพันธุ์ และความหลากหลายด้านความเชื่อหลักในรูปของศาสนาวัฒนธรรม การเมืองการปกครองได้เป็นตัวจักรที่สำคัญ ขับเคลื่อนสังคมเพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจและการบังคับใช้นโยบายเพื่อนำพาประเทศชาติสู่เป้าหมายเดียวกันคือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ การมีอธิปไตยกระจายไปยังกลุ่มต่างๆ ทั่วถึง โดยมีตัวแทนกลุ่มต่างๆ เข้ามาร่วมออกแบบกฎหมาย มีอำนาจทางการบริหาร และยึดโยงกับการนำกฎหมายออกบังคับใช้อย่างเสมอภาคระหว่างกลุ่มต่างๆ ผ่านระบบตัวแทน ซึ่งเป็นระบบการปกครองที่มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด เนื่องจากมีการตรวจสอบ มีการเจรจาวิเคราะห์ค้นหาวิธีที่มีข้อเสียน้อยที่สุดจากมติของคนหลายฝ่ายในที่ประชุม (สภา) ซึ่งเป็นการเจรจาระหว่างประชาชนระบบนี้อาจจะกล่าวว่าเป็นระบบการปกครองแห่งโลกปัจจุบันคงไม่ผิด ส่วนพื้นที่ของประชาชนในฐานะตัวแทนกลุ่มจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับรายละเอียดวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ แต่ท้ายที่สุดแล้วพัฒนาการสู่ความเป็นประชาธิปไตยตามบริบทของโลก เพราะสังคมโลกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดเสรี ทั้งการค้า ข้อมูลข่าวสาร การเมืองการปกครองจึงเป็นการจัดการนโยบายให้ความเสรีและสิทธิมีความเอนเอียงน้อยที่สุด

เมื่อสังคมโลกเป็นเช่นนี้แนวโน้มเสรีทางการเมืองได้เกิดขึ้น หรือถูกความเป็นเสรีทางการค้ามาปิดล้อมทางการเมือง หรือบางประเทศปรับตัวตามประชาคมระหว่างประเทศ อาจไม่ใช่ทางการเมืองโดยตรงแต่ปฏิเสธไม่ได้ต้องปรับตัวทางเศรษฐกิจแบบเสรี เพื่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ก้าวข้ามนัยทางการเมืองมิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นประเทศชายขอบของสังคมเสรีทางการเมืองและเศรษฐกิจโลก

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความเป็นเอกภาพทางชาติพันธุ์และทางสังคมสูง มีความเป็นรัฐที่มีธรรมนูญอันเดียวมีองค์พระประมุขเป็นศูนย์รวมทางจิตใจที่เป็นปัจจัยให้ไทยมีความเป็นชาติมานาน แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันเป็นเวลานับ 7 ปีแล้วที่ประเทศเราได้มีเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองเกิดพฤติกรรมรวมหมู่ทางการเมืองมีการตื่นตัวแพร่ระบาดกลายเป็นการชุมนุมอันเกี่ยวกับการเมืองมาต่อเนื่องเป็นเพราะอะไร "เหตุนี้มี ผลนี้จึงตามมา ประมวลผลทั้งหมดมีเหตุเป็นแดนเกิด" จากกรอบคิดดังกล่าวแล้วปัจจัยที่เป็นตัวเหตุ หรือตัวแปรแทรกซ้อนคืออะไร จึงได้มีอิทธิพลต่อความขัดแย้งทางการเมืองขยายวงสู่ระดับปัญหา เกินภาวะปกติตามวิถีทางที่ควรจะเป็น

เชื่อว่าทุกคนมีความหวังดีต่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะผู้อาสาเป็นตัวแทนทางการเมือง เมื่อความขัดแย้งทางความคิดเห็นทางการเมืองในระดับเป็นปัญหา นักการเมืองในฐานะผู้แสดง เป็นธรรมดามักมองในสิ่งที่ตนพึงได้ รักษาสิ่งที่ตนมีอยู่ อันเป็นพฤติกรรมป้องกันตัวระหว่างผู้กระทำและถูกกระทำ ปฐมเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ที่พื้นที่ของส่วนรวม สำนึกในประโยชน์ของชาติ พื้นที่ตรงนี้มีไม่มากนั่นเองแม้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวทางการเมืองล้วนมีจุดประสงค์เพื่อชาติทั้งนั้น แต่เมื่อชูสัญลักษณ์ต่างๆ อันหมายถึง ตัวตนที่สถิตอยู่เบื้องหลังก็ยิ่งข้ามไม่พ้นการเปิดที่ให้ความเป็นตัวตนได้แสดงทับซ้อนพื้นที่ของชาติให้ลดลง แต่ในระบบการเมืองต้องมีพรรคการเมืองเป็นตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มคนภายใต้ข้อตกลงที่เป็นสัญญาประชาคม จึงควรที่ผู้แสดงทางการเมืองหันมาเจรจาในวิถีทางป้องกันการสูญเสียของแต่ฝ่ายให้มากที่สุดแทนการป้องกันตัวเองฝ่ายเดียว หากเป็นเช่นนี้เท่ากับเปิดพื้นที่ของชาติมากขึ้น

แม้การเมืองจะแก้ตามวิธีทางการเมืองที่ตกลงร่วมกันแต่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหันหน้าเจรจากันได้ ก็ไม่ควรทำในนามพรรคการเมือง เพราะแต่ละฝ่ายมักติดและยึดที่พรรคจนเป็นอัตตาที่มีพื้นที่กว้าง ควรถอยกลับมาสู่จุดความเป็นประชาชน ในนามตัวแทนกลุ่มอาชีพทุกภาคส่วนภายใต้อธิปไตยเดียวกัน แม้ไม่สามารถทำได้จากทุกกลุ่มเห็นควรสุ่มตัวอย่างที่มีคุณภาพในฐานะตัวแทนของประชาชน แม้ประชาชนในนามตัวแทนพรรคการเมืองในฐานะมีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองโดยตรงก็ควรถอดองคาพยพความเป็นพรรคออกแล้วมาเจรจาตามเนื้อแท้ ในความจริงที่เป็นจริง ในความเท็จที่เป็นเท็จข้ามความรู้สึกเข้ามาปรุงหรือทิ้งองคาพยพของพรรคชั่วขณะที่เจรจาแม้เป็นเรื่องยาก หากไม่ถอดจิตจากอคติที่พร้อมเอนเอียงที่มาพร้อมกับองคาพยพแล้ว การเจรจาเป็นแค่สภา ต้องก้าวข้ามสู่ธรรมสภา สภาที่ว่าความ ตามธรรมตามหน้าที่ตามบทบาท โดยใจถอดวางไว้ที่พื้นที่ของชาติ

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาสร้างแนวทางปรองดองหาทางวางมาตรฐานโครงสร้างการเมือง โดยที่รัฐเป็นเจ้าภาพตามที่นายกรัฐมนตรียื่นข้อเสนอ เพื่อจัดเวทีความคิด เชิญตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของชาติมาร่วมคิดตามที่เป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ ผู้เขียนเห็นว่าจะทำได้ต่อเมื่อไม่ทำในนามพรรคการเมือง แม้มีตัวแทนพรรคการเมืองก็ควรถอดหน้าการเมืองและประโยชน์ของพรรคให้มากที่สุดหรือให้มีค่าเป็นสูญ ลดความเห็นต่างแม้ต่างคนต่างจะไปและมีความเปราะบางของพื้นที่ของตนที่เฝ้าสงวนก็ตามเพราะปฏิรูปการเมืองจะเกิดมีได้ถ้าทุกฝ่ายทำในนามประชาชนเปิดพื้นที่ความเป็นชาติให้มาก