เหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วของบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า พีทีทีจีซี
ในทะเล บริเวณนิคมมาบตาพุด จ.ระยอง เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้มีคราบน้ำมันไหลแพร่กระจายขยายวงไปถึงบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด สร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการธุรกิจรีสอร์ท และโรงแรมในพื้นที่ดังกล่าว และยังกระทบไปถึงธุรกิจท่องเที่ยวทั่วเกาะเสม็ดอีกด้วย คำถามที่หลายคนสงสัยคงอยู่ที่ว่า ปัญหาของการเกิดน้ำมันรั่วจากท่อส่งของบริษัทพีทีทีจีซี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือปตท.มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ เพราะปตท.เองก็เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ และเป็นบริษัทระดับโลก มีสินทรัพย์หลายแสนล้านบาท เหตุไฉนจึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้ และขยายพื้นที่ไปในบริเวณอื่นอีกด้วย
ที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ในวันแรกคือวันเสาร์ที่ 27 ก.ค.ตั้งแต่ 6 โมงเช้า และมีการรายงานให้ผู้บริหารระดับสูงของทั้งพีทีทีจีซีและปตท.บริษัทแม่รับรู้ เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา ซึ่งดูเหมือนว่าพีทีทีจีซีจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในช่วง เสาร์-อาทิตย์ แต่แล้วคราบน้ำมันกลับไหลไปถึงบริเวณอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด จนกลายเป็นปัญหาระดับชาติ และถูกสื่อทั้งในและต่างประเทศตีข่าวใหญ่โตดังไปทั่วโลก ถึงขั้นนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อยู่ระหว่างเดินทางอยู่ต่างประเทศ ยังต้องสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลเรื่องนี้
นั่นแหล่ะ บรรดารัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ปตท. กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงท่องเที่ยว กระทรวงมหาดไทย รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พากันมะรุมมะตุ้มลงไปในพื้นที่กันอย่างครึกโครม ต่างฝ่ายต่างตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการ โดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหากันไม่หวาดไม่ไหว
แต่สิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำมากที่สุด คือการออกแถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการ เพื่อแสดงความรับผิดชอบในทันทีที่เกิดเหตุการณ์ ไม่ควรปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปหลายวัน กว่าที่ผู้บริหารระดับสูงของปตท.จะยอมเอ่ยคำขอโทษและเสียใจ ทั้งๆ ที่ปตท.เป็นบริษัทระดับโลกน่าจะได้ดำเนินการได้เร็วกว่านี้
หากเทียบกับเหตุการณ์น้ำมันรั่วกับเหตุการณ์ของบริษัทฟอนเทียร่า ประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์วัตถุดิบผลิตภัณฑ์นม ที่เกิดเหตุผลิตภัณฑ์นมดูเม็กซ์ ถูกประเทศจีน รัสเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย สั่งห้ามนำเข้าเพราะตรวจพบว่า แบคทีเรียปนเปื้อนและอาจทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ บริษัทได้แจ้งมายัง บริษัทดูเม็กซ์ ประเทศไทย สินค้าบางรุ่นของบริษัทอาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ขณะที่ซีอีโอของบริษัทได้แถลงขอโทษและแสดงความเสียต่อผู้ได้รับผลกระทบทันที และพร้อมแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นี่คือความแตกต่างในการแสดงท่าทีและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้บริหารปตท.กับผู้บริหาร ฟอนเทียร่า ซึ่งเรียกว่าเทียบชั้นกันไม่ได้เลย แม้ทั้งสององค์กรจะเป็นบริษัทระดับโลกด้วยกัน ...หากเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น และเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราคงได้เห็นผู้บริหารญี่ปุ่นโค้งคำนับไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และประกาศลาออกไปเลย ยิ่งเป็นสมัยโบราณแล้วละก็ ทำผิดขนาดนี้ มีทางเดียวคือ...คว้านท้องตัวเอง เท่านั้น...





