ชีวิตเรา...ใช้ซะ ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนของเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่ง แต่เป็นแนวคิดของใครหลายคนไปเสียแล้ว
ทั้ง เรียนเต็มที่ ทำงานเต็มที่ เที่ยวเต็มที่ ใช้ชีวิตเต็มที่ ไม่ต้องตีกรอบหรือวางแผนให้ชีวิตมากนัก จริงอยู่ที่แนวคิดดังกล่าวเหมาะสมกับการใช้ชีวิตคนรุ่นใหม่ แต่นั่นคงไม่เหมาะที่จะเอามาใช้กับบริบทของการเงิน หรือการเงินส่วนบุคคลในยุคนี้สมัยนี้
เคยคิดหรือไม่ว่าในช่วงชีวิตเรา จะมีช่วงเวลาสักกี่ปีที่สามารถหารายได้มากกว่ารายจ่ายได้ ลองดูภาพประกอบนี้ให้ดี
ใครที่เคยประมาทตัวเองว่าพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า ชั้นจะเริ่มออม คงต้องหันกลับมาคิดใหม่ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่วิทยาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้า อายุเฉลี่ยประชากรมีแต่จะเพิ่มขึ้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์อายุเฉลี่ยประชากรไทยใน 30 ปีข้างหน้าว่าผู้หญิงจะมีอายุเฉลี่ย 81.9 ปี ส่วนเพศชายอยู่ที่ 75.3 ปี จากปี 2553 อายุเฉลี่ยของเพศหญิงอยู่ที่ 77.5 ปี เพศขายอยู่ที่ 70.4 ปี ขณะที่โครงสร้างประชากรวัย 65 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปี 2553 อยู่ที่ 9.1% เท่านั้น
อายุเฉลี่ยของเรา ๆ ท่าน ๆ จะล่วงเลยกว่าที่คิดไว้มาก เงินออมที่เตรียมไว้จะเพียงพอต่อการดำรงชีพในอนาคตสัก 20-30 ปีข้างหน้า แบบที่ไม่ต้องรบกวนลูกหลานได้หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่โสดโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจก็ตาม การอยู่โดยลำพังยิ่งต้องมีเงินเป็นเครื่องอุ่นใจ ดังนั้นการออมในช่วงเวลาที่รายได้มากกว่ารายจ่ายจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หากนึกอยากออมตอนอายุ 50 แล้ว ดูท่าจะไม่พอใช้เป็นแน่
(อย่าได้คาดหวังการดูแลจากภาครัฐหรือรัฐสวัสดิการมากไปนัก แม้ว่าท่านจะส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมหรือเสียภาษีมากี่ปีแล้วก็ตาม) และเมื่อถึงวันที่ประชากรผู้สูงอายุมีสัดส่วนมากขึ้น เบียดบังสัดส่วนประชากรวัยทำงานให้ลดลงตามไปด้วย ประชากรเหล่านี้จะต้องแบกรับการดูแลผู้สูงวัย แค่คิดก็รู้สึกหนักอึ้งแล้ว
นอกจากนี้การออมครอบครัวไม่ได้สำคัญกับครอบครัวเท่านั้น ยังสำคัญกับความแข็งแรงของเศรษฐกิจไทยด้วย หากย้อนไปในปี 2527 การออมในสหรัฐเข้าใกล้ 10% แต่ในปี 2548 กลับลดลงมาเหลือไม่ถึง 2% หลังจากนั้นไม่นาน วิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐก็เกิดขึ้นในปี 2551
กลับมาดูที่ประเทศไทยในปี 2553 อัตราการออมสุทธิต่อรายได้พึงจับจ่ายใช้สอยอยู่ที่ 9.6% แต่ในปี 2554 ลดลงมาอยู่ที่ 9.2% แม้ว่าอัตราการออมของไทยอยู่ในระดับที่ดีแต่มีแนวโน้มที่ลดลงแล้ว ตัวอย่างจากสหรัฐทำให้เห็นว่าแม้แต่ประเทศที่มีเศรษฐกิจอันดับ 1 ของโลกยังต้องเดือนร้อนหากการออมของประชาชนต่ำเกินไป
ในยุคที่หนี้ภาคครัวเรือน กำลังเบ่งบานสวนทางดอกเบี้ย อาจต้องใช้กำลังใจในการกระตุ้นการออมค่อนข้างมาก เรียกว่าต้อง “ฝืนใจ” เลยก็ว่าได้ เพื่อใช้ชีวิตให้ได้เต็มที่ จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิต






