สำหรับโลกเศรษฐกิจแล้ว ระยะเวลาเพียงสามเดือนก็สามารถเปลี่ยนภาพของโลกทั้งใบจากหน้าเป็นหลังมือได้
โดยเมื่อสามเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้ระบุว่ากลุ่มมหาอำนาจใหม่ด้านเศรษฐกิจของโลกที่มีชื่อว่า BRIC อันประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน กำลังจะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจของโลกในอีกไม่เกิน 2 ทศวรรษ
แต่ภาพในช่วงครึ่งแรกของปี 2556 เห็นได้ชัดเจนว่า แม้ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ BRIC โดยรวม จะยังขยายตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว แต่อัตราการขยายตัวชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายคาดว่า เศรษฐกิจของทั้งจีน อินเดีย รัสเซีย และบราซิล (รวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดเล็กอื่น ๆ) มีแนวโน้มชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงขยายตัวดีกว่าประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม
โดยจีนและอินเดียอาจเห็นเศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัวเพียงประมาณ 7.5% และ 5.0% ตามลำดับ ขณะที่ทั้งบราซิลและรัสเซียอาจขยายตัวประมาณ 2.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลง 0.5-1.0% ต่อปี เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ นอกจากนั้น หลายฝ่ายมองว่า อัตราเหล่านี้จะเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยพื้นฐานในอีก 5-10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างต่ำ
แน่นอนว่า คำถามในใจผู้อ่านคือ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น และผลของการชะลอลงนี้จะเป็นเช่นไร โดยในส่วนของสาเหตุนั้น ผู้เขียนขอแบ่งสาเหตุของการชะลอลงออกเป็น 3 ปัจจัย ตามระยะเวลา อันได้แก่ สั้น กลาง และยาว
ในระยะสั้น ปัจจัยที่ทำให้กลุ่ม BRIC จะขยายตัวชะลอลงเป็นผลจากการลดปริมาณ QE ของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่จะลดลงเป็นสำคัญ โดยที่ผ่านมา Fed และธนาคารกลางชั้นนำอื่นๆ ทำนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (Quantitative Easing: QE) จำนวนมหาศาล เป็นผลสำคัญให้เงินทุนไหลเข้าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่ถูกมองว่ามีศักยภาพสูงกว่าเศรษฐกิจชั้นนำเหล่านั้น ทำให้ผลตอบแทนสินทรัพย์ในประเทศเหล่านี้ รวมทั้ง BRIC ขยายตัวสูง
เมื่อประธาน Fed ประกาศชัดเจนว่ามีแผนที่จะลดปริมาณ QE ลง จนกระทั่งจะหยุดการอัดฉีดในกลางปีหน้าและอาจเริ่มการขึ้นดอกเบี้ยในปีต่อไป ซึ่งผลในทางปฏิบัติคือภาคการเงินสหรัฐเริ่มตึงตัวขึ้น และในที่สุดก็จะส่งผลต่อสภาพคล่องโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเงินจะเริ่มไหลกลับไปยังสหรัฐ ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่ค่าเงิน ตลาดหุ้น รวมถึงราคาพันธบัตรของประเทศ BRIC และประเทศเกิดใหม่อื่นลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งยิ่งเมื่อผสมกับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของหลายประเทศที่ลดลง และ/หรือขาดดุลเพิ่มขึ้น จะยิ่งทำให้สกุลเงินของประเทศกำลังพัฒนาไม่แข็งค่าขึ้นมากเหมือนช่วงที่ผ่านมา (หรืออาจอ่อนค่าลงด้วยซ้ำ)
ในระยะกลาง ปัจจัยที่ทำให้กลุ่ม BRIC ขยายตัวชะลอลงเป็นผลจากศักยภาพในการขยายตัวของประเทศเหล่านี้ที่จะเริ่มลดลง ไม่ว่าจะพิจารณาจากจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่เริ่มลดลงอย่างมีนัยสำคัญในจีน (อันเป็นผลจากนโยบายบุตรคนเดียว) จำนวนคนยากจนในประเทศเหล่านี้ที่เริ่มลดลง (ทำให้โอกาสที่รายได้จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดลดลง) หรือจะพิจารณาจากโมเดลในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมาที่มุ่งเน้นการขยายตัว แต่ละเลยเรื่องเสถียรภาพรวมถึงผลกระทบภายนอกต่าง ๆ เช่น ปัญหาคอร์รัปชัน สิ่งแวดล้อม รวมถึงการกระจายรายได้อย่างเท่าเทียม
ดังนั้น ในระยะต่อไป สิ่งที่เราจะเห็น/จะต้องเห็นคือการปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างของกลุ่ม BRIC โดยในจีน สิ่งที่สำคัญคือการลดการบิดเบือนในภาคการเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจนเกินเหตุ รวมถึงการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย อันเป็นต้นเหตุการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลท้องถิ่นที่ฟุ่มเฟือย (Overinvestment) ขณะที่ภาคเอกชนทั่วไปเข้าถึงแหล่งเงินทุนลำบาก และเป็นต้นเหตุของ “ภาคการเงินเงา” (Shadow Banking)
เช่นเดียวกับใน บราซิล รัสเซีย รวมถึงอินเดีย ที่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปในรัฐวิสาหกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดการพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เพียงอย่างเดียว รวมถึงลดการผลักดันภาคการบริโภคผ่านการปล่อยสินเชื่อโดยง่าย (โดยเฉพาะในบราซิล) ซึ่งประเด็นเหล่านี้พูดง่ายแต่ทำยากทั้งสิ้น
ในระยะยาว ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจ BRIC ขยายตัวชะลอลงได้แก่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่น่าจะพุ่งสูงขึ้นอีกมากดังเช่นแต่ก่อน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาราคาโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นมากนั้นเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งโภคภัณฑ์หนัก เช่น โลหะต่าง ๆ เชื้อเพลิง และโภคภัณฑ์เบา เช่น ธัญพืช ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจจีน ทำให้ความต้องการวัตถุดิบการผลิต อาหาร และพลังงานพุ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว
ราคาที่พุ่งสูงขึ้นมากนี้ ผลักดันทำให้ผู้ผลิตใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการผลิต/ขุดเจาะ/เพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพขึ้น ขณะที่การใช้ทรัพยากรก็มีประสิทธิภาพขึ้นเช่นกัน เช่นในกรณีของน้ำมัน เทคนิคการขุดเจาะน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติแนวขวางทำให้โลกสามารถได้ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใต้หินดินดาน (Shale Gas/Oil) เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันจึงไม่สูงขึ้นมากเช่นแต่ก่อน ขณะเดียวกันรถยนต์สมัยใหม่ที่ประหยัดน้ำมันก็มีส่วนสำคัญต่อราคาน้ำมันเช่นกัน
นอกจากนั้น เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะจีนที่ชะลอลง ย่อมทำให้ความต้องการรวมถึงราคาของวัตถุดิบเหล่านั้นลดลงด้วยเช่นกัน และราคาที่ลดลงนี้ก็ส่งผลย้อนกลับทำให้รายได้ของประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านั้น (โดยเฉพาะบราซิลและรัสเซีย) ชะลอลงอีกทอดหนึ่ง
คำถามต่อไปคือ ผลของการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจโลกเหล่านี้เป็นเช่นไร ซึ่งผู้เขียนเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 4 ด้าน ดังนี้
ด้านแรก เศรษฐกิจของกลุ่ม BRIC จะชะลอลงในระยะต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากโมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจในอดีตที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งหากทางการของกลุ่ม BRIC ยอมปฏิรูปเศรษฐกิจ ณ ขณะนี้แล้ว ในระยะต่อไปเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างสมดุลและยั่งยืนมากขึ้น แต่หากยังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างต่อเนื่อง วิกฤตครั้งต่อไปอาจเกิดในกลุ่ม BRIC ก็เป็นได้
ด้านที่สอง ได้แก่ ทั้งความต้องการและราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ดังนั้น ทางการของ BRIC จะต้องพยายามกระจายความเสี่ยงด้านการส่งออก โดยหันไปมุ่งเน้นพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่พึ่งพิงสินค้าโภคภัณฑ์น้อยลง และ/หรือเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์มากขึ้น
ด้านที่สาม ได้แก่ ประเด็นด้านเงินทุนเคลื่อนย้าย ที่ในระยะต่อไปทั้งกลุ่ม BRIC รวมถึงตลาดเกิดใหม่โดยรวมจะเผชิญความเสี่ยงเงินทุนไหลออกมากขึ้น ค่าเงินจะกลับทิศโดยจะอ่อนค่าลง ดังนั้น ทั้ง BRIC และตลาดเกิดใหม่จะต้องลดการพึ่งพิงเงินไหลเข้าจากต่างประเทศ และหันไปหาเงินออมในประเทศมากขึ้น รวมถึงต้องคิดถึงการบริหารจัดการทุนสำรองระหว่างประเทศที่เคยมีมากให้ได้ประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด ขณะเดียวกันต้องระวังความเสี่ยงต่อเงินทุนไหลออกที่อาจนำไปสู่วิกฤตการณ์การเงินเช่นกัน
ด้านสุดท้าย ได้แก่ ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศเหล่านี้ ที่จะเกินดุลลดลง/ขาดดุลมากขึ้น ซึ่งเป็นผลทั้งจากการส่งออกที่ลดลงและสกุลเงินที่แข็งค่าขึ้น ดังนั้น ในระยะต่อไป ความร่วมมือทางการค้าผ่านการเจรจาทางการค้าจะมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อผลักดันให้การค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
ประวัติศาสตร์บทใหม่ของโลกาภิวัตน์กำลังจะมาถึงแล้ว ทุกมุมมองและวิสัยทัศน์จะต้องปรับเปลี่ยน เพื่อความอยู่รอดในโลกใบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม






