วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มุมมองของเด็กๆ กับภัยพิบัติ

นั่งดูรายงานข่าวน้ำท่วมในหลายๆ จังหวัด รวมถึงประสบการณ์ตรงในฐานะเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมเมื่อปลายปี 54 ถึงตอนนี้ยังหนาวๆ ร้อนๆ อยู่เลย

ว่าจะมีวันนั้นอีกไหม ตรงกันข้ามกับสมัยตอนเป็นเด็กพอน้ำท่วมแทนที่จะกลัวกลับดีใจเพราะได้เล่นน้ำ แต่เพราะน้ำสมัยก่อนสะอาดกว่าสมัยนี้เลยคิดว่าแล้วเด็กในปัจจุบันละ เขาคิดหรือจะทำอย่างไรเมื่อเจอเหตุการณ์ภัยพิบัติแบบนี้?

เมื่อในปี 2555 ที่ผ่านมาได้เกิดโครงการวิจัยเพื่อศึกษาและสะท้อนมุมมองจากสายตาเด็ก ในขณะที่เกิดภัยพิบัติ โดยมูลนิธิรักษ์ไทยซึ่งเป็นการนำเด็กผู้ประสบภัยน้ำท่วมมาแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของตนเองต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อเป็นข้อเสนอแนะต่อสังคมและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นรูปธรรมผ่านมุมมองของเด็กกลุ่มผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคกลางที่มีบริบททางพื้นที่แตกต่างกัน คือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และกรุงเทพมหานคร จนทำให้เกิดแนวความคิดในการพัฒนาศักยภาพของเด็กๆ ในการสู้ภัยน้ำท่วม

ปัจจุบันมูลนิธิรักษ์ไทย ยังคงมีการลงพื้นที่ชุมชนทั้งหมด 30 ชุมชน โดยร่วมกับภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญกับงาน CSR ในด้านของการพัฒนาฟื้นฟูภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น MERCK, ONYX, Give2Asia และ Johnson & Johnson ในการสร้างความเข้มแข็งในผู้หญิงและเด็กเกี่ยวกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะเด็กๆ นั้นเราเน้นการเพิ่มศักยภาพในด้านความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติเอง เพื่อให้เด็กๆ ได้แสดงศักยภาพและความสามารถของตนเองในการรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมในครอบครัว ชุมชน และโรงเรียนของตนเอง อย่างเช่นเด็กนักเรียนที่โรงเรียนวัดตะบอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เด็กๆ คิดโครงงาน เรือน้อยกู้ชีพ โดยเด็กให้เหตุผลว่า “ในเมื่อเราเดินบนน้ำไม่ได้ เราก็ต้องมีเรือ เพื่อให้เราข้ามผ่านน้ำไปได้” นี่เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดสร้างสรรค์

ทักษะที่เกิดกับเด็กคือ การค้นคว้าข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ การออกแบบประดิษฐ์เรือ การคิดวิเคราะห์ การคิดเชื่อมโยง และการเขียน Mind Map

ประโยชน์ที่เด็กได้รับคือ ได้เรียนรู้ประเภทของเรือ และการใช้ประโยชน์ การออกแบบเรือตามจินตนาการที่นำไปใช้ได้จริง

ผลที่เกิดขึ้นกับเด็กคือ การได้ออกแบบ และสร้างเรือด้วยตัวเอง พอถึงเวลาทดลองพายเรือประดิษฐ์ในคลองข้างโรงเรียนก็เป็นสิ่งที่เด็กๆ สนุกและตื่นเต้นไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

หรือแม้แต่โครงงาน จิตอาสาน้อยนักสู้ เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และการดูแลตนเองเมื่อประสบภัย การช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเจอความทุกข์และไม่สบายใจ จิตอาสาน้อยเหล่าจะแบ่งบทบาทหน้าที่ลงเยี่ยมบ้านน้องๆ ที่มีปัญหาในครอบครัว มีการจดบันทึกรายงาน และประชุมเล่าสู่กันฟังเพื่อแลกเปลี่ยนกัน และหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป ซึ่งสิ่งที่ได้จากโครงงานนี้คือ ความภาคภูมิใจจากการเป็นผู้ให้ที่มีส่วนช่วยเหลือสังคม ถึงแม้จะเป็นส่วนเล็กๆ ก็ตาม

(ข้อมูลโดย..คุณวันทอง รัตนสงคราม มูลนิธิรักษ์ไทย)

ในส่วนของผู้หญิงนั้นเราได้สร้างแกนนำวิทยากรผู้หญิงใน 30 ชุมชน จากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 7,000 คนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและลพบุรีให้มีความรู้และตระหนักถึงความต้องการของชาวบ้าน โดยเฉพาะ “กลุ่มเปราะบาง” ได้แก่ เด็ก คนท้อง คนแก่ คนพิการ และผู้หญิงที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ในการเตรียมรับมือภัยพิบัติ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ผลักดันให้เกิดแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่มุ่งลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมกว่า 200 คน ได้รับการอบรมทักษะอาชีพและเข้าถึงกองทุนเงินหมุนเวียนเพื่อประกอบอาชีพ เด็กกว่า 1,500 คน ได้รับความรู้และมีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง และเพิ่มทักษะชีวิตในการเอาตัวรอดจากวิกฤติภัยพิบัติ

ภัยพิบัติทางธรรมชาติในปัจจุบันมีการเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง อันเนื่องมาจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลกที่ร้อนขึ้น ทำให้เราต้องปรับตัวและทันต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที การฝึกฝนและอบรมคนรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะเด็กๆ ให้สามารถรับมือและช่วยเหลือตนเองภายใต้ความกดดันทางภัยพิบัตินั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะสามารถบรรเทาและเยียวยาทางร่างกายและจิตใจได้ เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญในการสร้างพลัง เพื่อพัฒนาศักยภาพและความคิดของพวกเขาเหล่านั้นให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างยั่งยืนต่อไป