วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ต้องประเมินระยะยาว

การประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0-0.25% ของ ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด พร้อมกับคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ

หรือ คิวอี ในรูปของการเข้าซื้อพันธบัตรเดือนละ 85,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อดึงดอกเบี้ยระยะยาวให้ลดลง อันจะช่วยเกื้อหนุนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะหนุนนำตลาดที่อยู่อาศัยให้ฟื้นตัว เป็นการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับการคาดหมายของหลายฝ่าย ที่มองว่า เฟด จะยังไม่เคลื่อนไหวหรือปรับเปลี่ยนนโยบายอะไรในช่วงนี้ โดยแถลงการณ์ของ เฟด ให้เหตุผลของการคงนโยบาย ว่า สืบเนื่องจากการขยายตัวไม่มากนักของเศรษฐกิจ ที่มีขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลก

สิ่งที่หลายฝ่ายจับตามองอยู่ คือ สัญญาณว่า เฟด จะจะเริ่มชะลอการเข้าซื้อพันธบัตรเมื่อไร และ อย่างไร ซึ่งหากว่าดูในการประชุมครั้งนี้ ผู้ที่จับตาดูคงผิดหวัง เพราะไม่มีการส่งสัญญาณดังกล่าว ดังนั้น จึงมีการมองไปที่การประชุมในเดือนกันยายน ว่า เฟดอาจเคลื่อนไหวในรูปของการส่งสัญญาณหรือเริ่มชะลอเข้าซื้อพันธบัตรหรือไม่ แต่ก็ยังไม่สามารถฟันธงลงไปได้ในขณะนี้ เพราะว่าแนวโน้มดังกล่าวไม่ชัดเจนเช่นกัน และยังมีเครื่องชี้อีกหลายประการที่ต้องคอยดู เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวดำเนินไปอย่างแข็งแกร่ง จากปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าในทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจสหรัฐยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะมีการรายงานออกมาในช่วงนี้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำมาประเมินกัน

หากดูที่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะพบว่า ช่วงไตรมาส 2 เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 1.7% นับว่าสูงกว่าไตรมาสแรก ที่โต 1.1% แต่ เฟด ระบุในแถลงการณ์ถึงเหตุผลประกอบการคงนโยบาย ว่า สืบเนื่องจากการเติบโตที่ไม่มากนักในช่วงครึ่งปีแรก โดยถ้อยคำที่ใช้นั้นดูเหมือนว่ามองในแง่ดีน้อยลงเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เพราะเมื่อการประชุมเดือนมิถุนายน เฟด ใช้คำว่าเศรษฐกิจขยายตัวในระดับปานกลาง ขณะที่ในการประชุมครั้งล่าสุดที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปนี้ เฟด ระบุว่า การเติบโตดำเนินไปอย่างไม่สูงมากนัก พร้อมระบุว่ากำลังจับตาดูผลกระทบของเงินเฟ้อระดับต่ำที่มีต่อสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงนี้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินที่กำลังใช้อยู่ นับว่ามีความเหมาะสม ตราบใดที่อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับสูงกว่า 6.5% และ อัตราเงินเฟ้อยังต่ำกว่า 2.5% พร้อมย้ำว่าจะคงนโยบายไว้ดังเดิม จนกว่าแนวโน้มตลาดแรงงานจะดีขึ้นอย่างมากในแง่ของเสถียรภาพราคา

ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังรอดูสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างมั่นคงนั้น เศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก อย่าง จีน ก็ตกเป็นเป้าของการจับตาดูเช่นกัน หลังจากอัตราการขยายตัวลดลงจากที่เคยเป็น จนกระทั่งคณะกรมการเมือง หรือ โปลิตบูโร ของ จีน ต้องออกมาประกาศเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ทุกฝ่าย ว่า จะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้มั่นคงในครึ่งหลังของปีนี้ ด้วยการปรับนโยบายให้เอื้อสำหรับการพยุงการเติบโต ในช่วงเดียวกับการเดินหน้าปฏิรูปและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

ในช่วงที่เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ยังอยู่ในเส้นทางที่ไม่มั่นคงนี้ การดำเนินนโยบายใดๆ ของไทย ก็ไม่ควรมองข้ามปัจจัยภายนอกประเทศ เพราะว่าสิ่งดังกล่าวมีผลกระทบต่อประเทศต่างๆ ในโลกอย่างแน่นอน รวมถึงไทย ดังนั้น หากเตรียมพร้อมเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในภาวะแข็งแกร่งที่สุด ก็จะทำให้สามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์ ไม่ว่ายักษ์ใหญ่ของโลก จะปรับทิศทางนโยบายไปทางไหน