วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Portfolio rebalancing ตอบรับแนวคิด Tapering

ตั้งแต่ปลายเดือนพ.ค.จนถึงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนก.ค. กลุ่มประเทศ Emerging markets

ต้องประสบกับสภาวะ Outflows อย่างรุนแรงทั้งจากตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นเป็นที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนจาก Offshore ในทุกตลาด Emerging Markets (EM) นั้นมาจากถ้อยแถลงของ FED Chairman Ben Bernanke ในวันที่ 22 พ.ค. และ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ท่าน Bernanke ได้กล่าวในที่ประชุมทั้ง 2 ครั้งถึงการปูทางเพื่อเข้าสู่กระบวนการปรับลดปริมาณ QE ต่อเดือนลงเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาของการฟื้นตัว
การที่ราคา Risky assets ปรับตัวลงรุนแรงในครั้งนี้เป็นผลจากการทำ Portfolio Rebalancing ครั้งใหญ่เมื่อนักลงทุนทั่วโลกปรับ Asset allocation ใหม่ (หรือที่ Fund manager เรียกว่า “Rebalancing”) ให้สอดคล้องกับสัญญาณของ FED ที่ว่า กลุ่มประเทศ Developed Markets (DM) จะเริ่มฟื้นตัว ประมาณการผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในแต่ละประเทศที่ถูกปรับใหม่ย่อมมีผลต่อ Asset Allocation ของนักลงทุนประเภท Multi-assets เช่น Global bonds หรือ Global Equities หรือ Hedge Funds ทุกรูปแบบกลยุทธ์อย่างแน่นอน
แนวคิดที่ FED จะทำ Tapering นั้นมีผลให้ Money base หรือ Money supply เติบโตในอัตราที่ช้าลง เมื่อมองย้อนไปในต้นปี 2009 ที่ FED ประกาศทำนโยบาย QE นั้น ค่าเงิน USD อยู่ในทิศทางอ่อนค่าลงมาโดยตลอดเนื่องจาก QE ทำให้ Money supply สูงขึ้น และเมื่อ supply มากขึ้น เงิน USD ย่อมอ่อนค่าลงตามหลัก Demand/Supply
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กับการที่ USD อ่อนตัว คือ Risky assets โดยเฉพาะหุ้นในตลาด EM ต่างปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้าเพราะได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องหรือปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมาจาก QE ทั้ง 3 รุ่น ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา และเมื่อพิจารณาผลตอบแทนของการลงทุนดังกล่าว (ซึ่งปกติอยู่ในสกุล Local currency) คำนวณกลับเป็นสกุลเงิน USD แล้ว พบว่าเหมือนได้ Bonus อีก 3-7% จากการที่เงิน USD อ่อนค่านั่นเอง
เมื่อ QE ดำเนินมาเป็นเวลา 4 ปี FED เริ่มเห็นสัญญาณในการฟื้นตัวในภาคการผลิต การจ้างงาน และ ภาคอสังหาฯ FED จึงส่งสัญญาณให้นักลงทุนและผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมเตรียมพร้อมต่อการตึงตัวของสภาพคล่องในระบบ Tapering ได้ส่งผลด้านจิตวิทยาต่อค่าเงิน USD ในทันที เงิน USD ได้แข็งค่าขึ้นเทียบกับเกือบทุกสกุล เมื่อ USD แข็งค่าขึ้น ราคาทองซึ่งมี negative correlation กับ USD จึงอ่อนค่าลงดังที่เราทราบกัน นอกจากนั้นเรายังคงเห็นเงินไหลออกจากตลาด EM อย่างต่อเนื่อง
เพียงระยะเวลา 1 สัปดาห์ระหว่าง 12-19 ก.ค. 2013 มี Outflows ไหลออกจาก EM Bond สูงถึง -1,400 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ DM Equity ได้รับอานิสงส์จากการ Rebalancing ในครั้งนี้อย่างชัดเจน โดยมี Inflows สูงถึง +19,700ล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาเดียวกัน และนับรวมเป็น +154,000 ล้านดอลลาร์
เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปี ไม่น่าแปลกใจนักเพราะ 1 ปีหลังจาก Lehman crisis เม็ดเงินจำนวนมากได้ไหลเข้ากลุ่มประเทศ EM ทั้งตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น เพราะนักลงทุนต่างมองว่ากลุ่มเศรษฐกิจ EM มีความเกี่ยวเนื่องกับกลุ่มเศรษฐกิจของ DM น้อย เมื่อเศรษฐกิจจะมีการ Reverse ภาระหนักจึงตกอยู่กับ EM ที่ต้องกลายเป็นผู้ถูกกระทบมากที่สุดจากการไหลออกของเม็ดเงินก้อนโตดังกล่าว

ข้อมูลจาก SG Research แสดงให้เห็นว่า อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ได้รับผลดีจาก QE ตั้งแต่ปลายปี 2008 ดัชนี IDX ปรับตัวขึ้น +257.6% ในขณะที่ประเทศไทยตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยผลตอบแทน +230.6% อย่างไรก็ตามเมื่อ FED มีแนวคิดเรื่อง Tapering ในปลายเดือน พ.ค. นั้น ดัชนี IDX ของอินโดนีเซีย ได้ปรับตัวลดลงรุนแรงที่สุดถึง -11.3% ตามมาด้วยดัชนี SET ของบ้านเราที่ -6.6%
ไม่ต้องแปลกใจที่ตัวเลขผลตอบแทนของประเทศญี่ปุ่นอยู่ในลำดับท้ายๆ นั่นเป็นเพราะ NIKKEI เพิ่งเริ่มเข้าสู่สภาวะกระทิงในปลายปี 2012 ที่ผ่านมา และได้เร่งตัวอย่างไม่หยุดยั้งเมื่อทฤษฎี ABENOMICS เริ่มทำงานในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาจากการประกาศเข้าทำ QE ในปริมาณใกล้เคียงกับของสหรัฐ .... เราสามารถสังเกตและสรุปได้ในเบื้องต้นว่า ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่ปรับตัวขึ้นสูงที่สุดจากเม็ดเงิน QE ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา เริ่มได้รับผลกระทบสูงที่สุดเมื่อมีข่าว Tapering ออกมา
เมื่อพิจารณาตลาดดอกเบี้ยในกลุ่มเอเชียแล้ว เราพบว่า เป็นประเทศอินโดนีเซียอีกเช่นกันที่ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10ปี มีการปรับตัวลงมากที่สุด โดยได้ปรับลดลงถึง -10.8% (1084 bps) เรียกได้ว่า เฉพาะ Capital gain ที่เกิดจาก Yield ที่ปรับลดลงนั้นก็ร่วม +80% แล้ว มากกว่าผลตอบแทนของดัชนีหุ้นหลายประเทศนะครับ

ในกรณีของไทยนั้น Yield ของพันธบัตรรัฐบาลไทยกลับไม่ได้ปรับลงดังเช่นตลาดอื่น ทั้งที่นักลงทุนต่างชาติเพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยมาโดยตลอด นั่นเป็นเพราะตั้งแต่ต้นปี 2009 จนถึงปี 2011 นั้น อัตราดอกเบี้ยนโยบายบ้านเราอยู่ในช่วงขาขึ้นจาก 1.50% ไปยัง 3.50% Yield จึงปรับตัวขึ้นมาโดยตลอด
ดังนั้นเมื่อพิจารณาระหว่างปี 2009 กับ ปี 2013 แล้ว เรียกได้ว่า Yield ของพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย แต่การ Sell-Off ใน 1-2 เดือนที่ผ่านมา Yield ของพันธบัตรไทยอายุ 10ปี กลับปรับตัวขึ้นสูงถึง +52bps เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับของประเทศฟิลิปปินส์ แต่ยังต่ำกว่าของอินโดนีเซียซึ่ง Yield ปรับขึ้น +187bps
ตัวเลข Outflow ตั้งแต่ต้นปีของนักลงทุนต่างชาติใน SET อยู่ที่ประมาณ -78,000ล้านบาท ในขณะที่เม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ในระยะเวลา 3 เดือน พ.ค.-ก.ค. อยู่ที่ -95,000ล้านบาท (ที่มา : ThaiBMA) เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่ม EM หลักๆ แล้ว ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเงินไหลออกมากที่สุด (ใน USD term) คือ ประเทศอินเดีย แต่เมื่อพิจารณาเม็ดเงินที่ไหลออกเทียบเป็นสัดส่วนกับ Outstanding ที่ต่างชาติถือครองอยู่ พบว่าประเทศไทยได้รับผลกระทบสูงที่สุด กล่าวคือ นักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรไทยออกในปริมาณสูงถึง -11.5% ของที่เคยถือครองอยู่
ในกลุ่มประเทศ EM โดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้จะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในประเทศที่ Yield ของพันธบัตรรัฐบาลอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับของ US Treasury (ปัจจุบัน UST yield 10 ปี อยู่ที่ 2.62% และมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อเนื่องใน 1-2 ปีข้างหน้า) คิดง่ายๆ ว่าถ้า EM Bonds ให้ผลตอบแทน (ใน local currency) ใกล้เคียงกับของ US Treasury ใครๆ ก็คงเลือกพันธบัตรรัฐบาลของ US อย่างไม่มีข้อกังขา
การทำ Rebalancing ในครั้งนี้ คงจะยังไม่จบในเวลาอันใกล้ เพราะตัวแปรสำคัญมีมากเหลือเกินทั้งในสหรัฐและจีน เราต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และความผันผวนเป็นศัตรูอันร้ายกาจกับ Risky assets ครับ