วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทบทวนอีกที กับ TPP

ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement หรือ TPP)

ถูกริเริ่มโดยการเจรจาระหว่าง 3 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ นิวซีแลนด์ ชิลี และสิงคโปร์ เมื่อปี 2548 ต่อมาในปีเดียวกันมีบรูไนเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงด้วย เนื้อหาของข้อตกลงเป็นการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างเขตเศรษฐกิจที่ลงนามในข้อตกลง ถือว่าระดับการเปิดเสรีมีสูงมาก กล่าวคือ เมื่อลงนามในข้อตกลง สินค้าทั้งหมด 90 เปอร์เซ็นต์ จะถูกลดภาษีจากการแลกเปลี่ยนระหว่างเขตเศรษฐกิจที่ลงนาม เหลือเพียง 0 เปอร์เซ็นต์ในทันที โดยมีการคาดการณ์ว่าสินค้าในส่วนที่เหลือจะลดอัตราการเก็บภาษีเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2560 จึงนับว่าเป็นข้อตกลงทางเศรษฐกิจที่มีระดับการเปิดเสรีสูงอย่างยิ่ง

เมื่อเวลาผ่านไป มีประเทศในกลุ่มแปซิฟิกให้ความสนใจจะเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ขอบข่ายของเวที TPP ขยายวงกว้าง และต้องมีการเปิดประชุมเจรจากันใหม่ ในเดือนมีนาคม 2553 หลังจากมีการเจรจากันที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย กลุ่มประเทศที่ลงนามใน TPP ได้มีการตกลงกันว่าให้ TPP คือ Free Trade Area (FTA) อันเบ็ดเสร็จแห่งศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้ประเทศต่างๆ เข้าร่วมลงนามในข้อตกลงในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน ทั้งยังมีการจัดประชุมเจรจาเพื่อตกลงกันในรายละเอียดอย่างต่อเนื่อง

เดือนตุลาคม 2553 เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน เปรู ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมลงนามเป็นสมาชิกของ TPP อย่างเป็นทางการ การที่สหรัฐอเมริกาให้ความสนใจและร่วมลงนามใน TPP สร้างกระแสความตื่นตัวในข้อตกลงดังกล่าวอย่างยิ่ง หลายฝ่ายเล็งเห็นโอกาสทองในการเปิดและขยายตลาดไปสู่สหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ สหรัฐเองยังเล่นบทบาทเป็นผู้นำในการเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นสมาชิกที่มีอำนาจต่อรองมากที่สุด สหรัฐฯ พยายามอย่างยิ่งในการผลักดันให้โครงการประสบความสำเร็จ ต้องการให้ TPP เป็นความตกลงที่นำไปสู่การเปิดเสรีทางการค้าระดับสูง

เมื่อเป็นเช่นนี้ TPP จึงอยู่ในความสนใจของหลายฝ่าย เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่ TPP จะกลายเป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลก อย่างไรก็ดี ยังคงมีประเด็นหลายๆ ประเด็นที่ตกเป็นที่โต้เถียงในข้อตกลงนี้ เป็นประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย เช่น มาตรฐานแรงงาน ทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม การลงทุน เงินทุน และการบริการทางการเงิน เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีนัยสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางความมั่นคงและเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนในการตกลง ส่งผลให้มีหลายประเทศที่ยังคงชะลอท่าทีของตนอยู่ เช่น รัสเซีย ฮ่องกง เม็กซิโก และไทย เป็นต้น

ขณะนี้ TPP ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาตกลงกันอยู่ โดยประเทศสมาชิกแรกก่อตั้งทั้ง 9 ได้แก่ สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย บรูไน มาเลเซีย เวียดนาม ชิลี และเปรู จะไม่รับสมาชิกเพิ่มเติมจนกว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จ เคยมีการคาดการณ์ว่าการเจรจาจะแล้วเสร็จภายในครึ่งแรกของปี 2013 อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังคงไม่มีความคืบหน้ามากเท่าที่คาดการณ์ไว้

สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงใน TPP คือ อิทธิพลอันล้นหลามของสหรัฐอเมริกาใน TPP กล่าวคือ สหรัฐฯ เป็นแกนนำหลักในการกำหนดโครงสร้าง หัวข้อ และประเด็นต่างๆ ในการเจรจา TPP เช่น การเสนอให้ TPP ครอบคลุมประเด็นใหม่ๆ ที่อยู่ในความสนใจของสหรัฐฯ และการแยกประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษออกมาจากประเด็นอื่นๆ เป็นต้น

หลายฝ่ายจึงวิพากษ์วิจารณ์กันว่า TPP อาจจะเป็นเครื่องมือหนึ่งของสหรัฐฯ ในการถ่วงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจกับจีน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก สหรัฐฯ จึงให้ความสำคัญ และผลักดัน ให้ TPP ประสบความสำเร็จ กลายเป็นกลุ่มเศรษฐกิจหลักในภูมิภาค เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง

ในตอนแรกเอง ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สงวนท่าทีต่อการเข้าร่วมกลุ่มกับ TPP โดยพยายามพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด สาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือการที่ TPP มีสหรัฐฯ เป็นสมาชิก และสหรัฐฯ เองก็เป็นสมาชิกประเทศเดียวที่ไทยยังไม่ได้เริ่มดำเนินการจัดทำ FTA ด้วยในขั้นตอนใดๆ เลย จึงมีผู้กล่าวว่า TPP สำหรับไทยเปรียบเสมือนการรื้อฟื้น FTA ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งได้เคยยุติการเจรจาไปแล้ว

ข้อกังวลหลักๆ ของไทยเองในการเข้าร่วม TPP เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอง โดยเฉพาะในด้านสินค้าต่างๆ ที่ไทยอาจจะไม่สามารถแข่งขันกับตลาดอื่นๆ ของประเทศสมาชิกได้ เช่น ถั่วเหลือง ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์นมเนย พลาสติก เป็นต้น นอกจากนี้ ไทยยังเล็งเห็นถึงความไม่พร้อมในบริการหลายสาขาของไทยเอง ที่อาจส่งผลให้เสียความสามารถในการต่อรองทางเศรษฐกิจแก่ประเทศอื่นได้ ยิ่งไปกว่านั้น มาตรฐานด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม และทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา สร้างความกังวลใจให้แก่ไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งของไทย ที่ต้องแก้ไข พัฒนา หรือ ปฏิรูป กันใหม่

อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา ในการพบกันของประธานาธิบดีบารัก โอบามา และนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฝ่ายรัฐบาลไทยได้แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP และร่วมเจรจา อันเป็นการสร้างกระแสของ TPP ให้ประชาชนในประเทศไทยกลับมาสนใจอย่างมากอีกครั้ง การตัดสินใจในการเข้าร่วมของไทยส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากไทยต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้สูงขึ้นในแทบทุกด้าน เพื่อให้ประเทศสามารถรับมือกับการเจรจา ทำการตกลงได้ดีพอ และเพื่อให้ประเทศเองไม่เสียผลประโยชน์ หรือเสียผลประโยชน์อย่างน้อยที่สุดในการตัดสินใจครั้งนี้