วันที่ 1 สิงหาคมนี้จะเป็นการเปิดประชุมรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง และจะเป็นการเปิดสมัยการประชุมที่มีความร้อนแรงมาก
เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับที่รอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นความเห็นที่ขัดแย้งกันของคนในสังคมไทย และหนึ่งในจำนวนที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษคือ ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่นำเสนอโดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และเป็นฉบับที่พรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน ซึ่งร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเน้นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ระหว่างวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2554 โดยมีรายละเอียดใน 2 มาตราที่สำคัญ คือ
มาตรา 3 ให้บรรดาการกระทำใดๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง อันอาจเป็นการกระทบต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นเหตุการณ์สืบเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง หรือการแสดงออกทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ไม่เป็นความผิดต่อไป และให้ผู้กระทำการนั้น พ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง
มาตรา 4 เมื่อพระราชบัญญัตินี้ มีผลใช้บังคับแล้ว ถ้าผู้กระทำการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ยังมิได้ถูกฟ้องต่อศาล หรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวน ผู้ซึ่งมีอำนาจสอบสวน หรือพนักงานอัยการ ระงับการสอบสวนหรือการฟ้องร้อง หากถูกฟ้องต่อศาลแล้ว ให้พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ไม่ว่าจำเลยร้องขอหรือศาลเห็นเอง ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใด ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น
เนื้อหาหลักใน 2 มาตรานี้ ทำให้มีการตีความว่าจะมีการนิรโทษกรรมให้แก่ทหาร ระดับปฏิบัติการไม่มีระบุลงในร่างกฎหมาย แต่ต้องการให้การพิจารณาความผิดของทหาร ระดับปฏิบัติการ เข้าสู่ชั้นกรรมาธิการ
ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวถูกคัดค้านจากคนอีกหลายกลุ่มอย่างกว้างขวางที่มีการชวนกันไปชุมนุมคัดค้านการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการนิรโทษต่อแกนนำที่ปราศรัยสนับสนุนผู้เข้าร่วมการชุมนุมให้ก่อเหตุความรุนแรง ในช่วงปี 2552-2553 ได้แก่ การทำร้ายและประทุษร้ายต่อทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความสงบในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ตลอดจนประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมแต่ถูกลูกหลง การเผาสถานที่ที่ราชการ เช่น ศาลากลางจังหวัด ตึกการไฟฟ้านครหลวง หรือการเผาตึกอาคารของเอกชนไม่ว่าจะเป็นตึกเซ็นทรัล เวิลด์ สยามสแควร์ ธนาคารพาณิชย์ อาคารร้านค้าในบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ หรือการยิงปืนใหญ่เข้าใส่วัดพระแก้ว ซึ่งการกระทำเหล่านี้ถือเป็นความผิดทางอาญาที่ได้มีการส่งฟ้องศาลหรือบ้างก็ได้มีการตัดสินคดีไปแล้วโดยศาลยุติธรรม ซึ่งการกระทำผิดคดีอาญาเหล่านี้ไม่สมควรที่จะได้รับการนิรโทษกรรม แต่ต้องให้คดีเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ แม้ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาไปแล้วก็ให้ถือว่าไม่มีความผิด ซึ่งสะท้อนถึงว่าได้มีการละเมิดกฎหมายโดยการใช้เสียงส่วนมากลากไป ทำให้หลักนิติรัฐ นิติธรรมของประเทศถูกทำลายล้างลง
ประเด็นที่สอง คือ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้มากที่สุดก็ยังถูกตั้งวคำถามว่าเป็นกลุ่มหัวหน้าแกนนำ นปช. ที่รวมไปถึงตัว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่เป็นผู้ต้องหาและคดีอยู่ในระหว่างการดำเนินการของกระบวนการยุติธรรม หรือไม่ ในขณะที่ผู้เข้าร่วมการชุมนุมส่วนใหญ่ได้รับการปลดปล่อยหรือการประกันตัวไปแล้ว ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวจึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์กับคนเฉพาะกลุ่ม ในขณะที่กลุ่มพันธมิตรหรือพรรคฝ่ายค้านเองไม่ต้องการได้รับประโยชน์จากกฎหมายดังกล่าวแต่ยินดีที่จะไปต่อสู้ในขั้นศาลต่อไป
และสาม หลักการในการนิรโทษกรรม คือ ต้องมีการยอมรับหรือรับรู้การกระทำผิดหรือได้รับโทษจากการกระทำความผิดไปแล้ว การนิรโทษกรรมจึงเป็นการให้อภัยต่อการกระทำผิดที่เกิดขึ้น ซึ่งหมายถึงต้องมีการหาความจริง สืบสวนสอบสวนของการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลเองได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มี ดร. คณิต ณ นคร เป็นประธาน ขึ้นมาเพื่อศึกษาถึงแนวทางการสร้างความปรองดอง และได้มีข้อเสนอในการสร้างความปรองดองแห่งชาติที่จะต้องมีการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ดังนั้น การใช้เสียงข้างมากออกกฎหมายจึงรังแต่จะสร้างความแตกแยกของคนในสังคมที่อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ที่รัฐบาลเองจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่จะเกิดติดตามมาอย่างที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้






