วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เมื่อญี่ปุ่นจับมือฟิลิปปินส์ ปักกิ่งก็ต้องร้อนรุ่มในทะเล

ถ้าญี่ปุ่นจับมือกับฟิลิปปินส์ (โดยมีมะกันหนุนหลัง) เพื่อเผชิญหน้ากับจีน อุณหภูมิในเอเชียคงจะพุ่งปรี๊ดขึ้นอย่างน่ากลัว

แนวโน้มเช่นที่ว่านี้ ก็มีให้เห็นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อ นายกฯ ชินโซ อาเบะ ไปเยือนมะนิลา จับเข่าคุยกับประธานาธิบดีเบนิกโน อาคีโน ที่ 3 อย่างเปิดเผย พร้อมแถลงข่าวว่าโตเกียวพร้อมจะสนับสนุนฟิลิปปินส์ ให้กองกำลังทางทะเลเข้มแข็งขึ้น

เป็นจังหวะเดียวกับที่กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ประกาศว่า กำลังจะมีนโยบาย “กลาโหมเชิงรุก” และแนะนำรัฐบาลว่าควรจะเสริมสมรรถนะสกัดกั้นขีปนาวุธ อีกทั้งให้มีหน่วยปฏิบัติการแบบเดียวกับนาวิกโยธินสหรัฐด้วย

ไม่แต่เท่านั้น รายงานของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ยังเสนอว่า ควรจะต้องมี “ฝูงบินโดรน” (Drones) หรือเครื่องบินไร้คนขับเพื่อลาดตระเวน ไม่ใช่เพื่อโจมตีใครก่อน นั่นแปลว่า จะไม่มีคำว่า pre-emptive strike ในยุทธศาสตร์ที่กระทรวงกลาโหมเสนอรัฐบาล

ข้อเสนออย่างนี้ ถือว่าเป็นการ “รุก” ครั้งสำคัญของฝ่ายความมั่นคงของญี่ปุ่น ที่รัฐธรรมนูญตั้งแต่แพ้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ก็โดนห้ามมีกองกำลังติดอาวุธด้วยซ้ำไป แม้ว่ากระทรวงกลาโหมก็ต้องเรียกว่ากระทรวง “ป้องกันตนเอง”

แต่วันนี้ เมื่อญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับจีนในทะเลจีนตะวันออก (ขณะที่ฟิลิปปินส์มีเรื่องระหองระแหงกับปักกิ่ง ในทะเลจีนใต้) แนวคิดการ “ป้องกันตัวเอง” ก็กำลังจะแปรสภาพเป็นการ “รุก” แทนที่จะ “ตั้งรับ” อย่างเดียว

ไม่ต้องสงสัยว่าสหรัฐให้ท้ายอยู่ และจีนก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้เกมการเมืองอย่างนี้ จึงออกมาเตือนวอชิงตันเป็นระยะๆ ว่า ขอให้อย่า “ถือหางใคร” ในกรณีพิพาทในแถบนี้ เพราะเป็นเรื่องของประเทศในแถบนี้เอง ไม่ใช่กงการของคนข้างนอก

รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น อิทซูโนริ โอโนเดอรา พูดจาไม่อ้อมค้อมว่า

“ประเทศเรามีเกาะทั้งหมดกว่า 6,800 เกาะ และเราอยู่ในอันดับ 6 ของโลก ที่มีผลประโยชน์ในทะเล เราจึงต้องเพิ่มสมรรถนะในการป้องกันตนเอง...ดังนั้น ภารกิจการป้องกันเกาะต่างๆ ของเราจึงเป็นเรื่องใหญ่ เราไม่อาจจะพึ่งพาเฉพาะเครื่องบินที่มีคนขับอย่างเดียว อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้”

แปลว่า ญี่ปุ่นจะไม่ยอมให้จีนส่งเรือและเครื่องบินมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ กับบริเวณที่เป็นข้อพิพาทกลางทะเล โดยที่อยู่เฉยๆ อีกต่อไป

ฟิลิปปินส์ มีเรื่องกับจีนในทะเลจีนใต้ หันไปหาสหรัฐเพื่อขอความช่วยเหลือ วอชิงตันส่งเรือลาดตระเวนชายฝั่งมาให้สองลำเมื่อเร็วๆ นี้ และเมื่อ นายกฯ ญี่ปุ่น มาเยือนก็มีการพูดถึงการที่โตเกียวจะส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติมด้านนี้ด้วย

ในแถลงการณ์ที่ออกมาหลังจากผู้นำสองประเทศพบปะกัน ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ บอกว่า “เราพิจารณาและแลกเปลี่ยนความเห็น เกี่ยวกับความท้าทายด้านความมั่นคง ที่สองประเทศเราเผชิญอยู่ และได้สัญญาที่จะร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้เกิดการกระทำ อันรับผิดชอบจากผู้เล่นในเวทีสากล”

ตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะหมายถึงจีนเท่านั้น

นายกฯ อาเบะ พูดในระหว่างการแถลงข่าวที่มะนิลา ว่า เขาได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ติดต่อขอเปิดทางเจรจากับผู้นำจีน เพื่อยุติความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้จีนหันมาเจรจาอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา

จีนเคยแย้งว่า ญี่ปุ่นต่างหากที่เป็นผู้ยั่วยุให้เกิดความบาดหมางที่บานปลาย จึงได้เรียกร้องให้ อาเบะ ปรับท่าทีที่แข็งกร้าวต่อจีน

แต่ผมมองว่า การที่ญี่ปุ่นแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับฟิลิปปินส์ เพื่อต่อรองกับจีนนั้น เป็นสัญญาณทางลบ ที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาคนี้

จึงเป็นเรื่องที่ จีนกับญี่ปุ่น จะต้องนั่งลงถกแถลงหาทางออก แทนที่จะมีการตีเส้นแบ่งข้างในเอเชีย ซึ่งเพิ่มโอกาสที่จะเกิดเรื่องเกิดราว อันไม่พึงปรารถนาได้มากขึ้น...อย่างน่ากังวลยิ่ง