ถึงเวลาเริ่มนับหนึ่งความร้อนแรงของสถานการณ์การเมือง โดยตลอดเดือนสิงหาคมนี้ คงต้องเกาะติดกันอย่างใกล้ชิด
เพราะจะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จะทำให้ความผันผวนของการไหลออกของเงินลงทุนต่างชาติ กระเพื่อมให้เห็นเป็นระยะๆ
สถานการณ์ที่ต้องติดตามกันเวลานี้เริ่มตั้งแต่การเปิดประชุมสภาเริ่มวันที่ 1 ส.ค.นี้ จะมีการนำเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรม, พรบ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท และ พ.ร.บ.งบประมาณ เข้าพิจารณา โดยเฉพาะ พ.ร.บ. 2 ฉบับแรกดูเหมือนมีความขัดแย้งสูง ก่อนการพิจารณาจะมีการชุมนุมของกลุ่มองค์กรพิทักษ์สยาม ขณะที่การจะนำเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าที่ประชุมในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ซึ่งยังไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นก็ย่อมมีผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ต่างลงความเห็นทิศทางเดียวกันว่า ช่วงนี้ปัจจัยการเมืองถือเป็นแรงกดดันที่มีน้ำหนักกับตลาดหุ้นไทยมากสุด เพราะถ้าการพิจารณา พ.ร.บ.เงินกู้และ พ.ร.บ.งบประมาณ เกิดสะดุดกลางคันหรือไม่ผ่านการพิจารณา จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย เนื่องจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาวะปัจจุบัน ขณะเดียวกันจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนด้วย
บรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า ถ้าไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น ดัชนีตลาดหุ้นไทย น่าจะทิศทางผันผวน และมีโอกาสได้เห็นดัชนีปรับตัวขึ้นไปมากกว่า 1,550 จุด และสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวจนถึงสิ้นปี แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง หรือปะทะกัน ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ดัชนีมีโอกาสจะปรับตัวลงไปลึกถึง 1,350 จุด เป็นระดับต่ำสุดครั้งก่อน และมีค่าพีอีเรโชเพียง 14 เท่า ดังนั้นใครที่มีเงินสดถือยาวได้ก็น่าจะเป็นจุดที่ทยอยซื้อสะสม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังไม่ควรไว้ใจ ก็คือเรื่องกระแสเงินทุนของต่างชาติ ถึงแม้ที่ผ่านมาเงินจะไหลออกไปมากแล้ว แต่ถ้าเกิดสถานการณ์ความรุนแรงที่ทำให้ขาดความเชื่อมั่น เงินที่เหลืออยู่ก็พร้อมที่ไหลออกได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่หลายๆ ตัวที่นักลงทุนต่างชาตินิยมถือลงทุน
เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ยังไม่สามารถประเมินทิศทางได้ ดังนั้น การลงทุนในตอนนี้ คงจะต้องคัดสรรหุ้นพื้นฐานดี ที่มีความเสี่ยงต่ำ และ เหมาะกับการลงทุนระยะกลาง ถึงยาว ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ลงความเห็นให้เลือก หุ้นที่มีปันผลระหว่างกาล น่าจะปลอดภัยที่สุดในเวลานี้ ส่วนหุ้นกลุ่มนี้ที่น่าสนใจ ทางตรงกันข้ามก็ต้องหลีกเลี่ยงหุ้นในกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น หุ้นรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์
แต่การจะเข้าทยอยเก็บหุ้นปันผลเข้าพอร์ตนั้น ควรจะต้องรอดูเวลา และจังหวะที่เหมาะสม เพราะถ้าเข้าลงทุนถูกจังหวะ อาจจะได้รับโชค 2 ชั้น ทั้งกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้นกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล หากต้องการรับกำไรแบบนี้ ควรต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเมื่อใดตลาดหุ้นเกิดวิกฤต ให้ถือว่าเป็นโอกาสเสมอ แต่ถ้าวิกฤตไม่ได้เป็นโอกาสเหมือนในอดีต ก็คงต้องทำใจยอมรับการติดดอยด้วยเช่นกัน





