วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เร่งความพร้อม รับมืออุบัติภัย

กรณีที่น้ำมันดิบรั่วบริเวณทุ่นรับน้ำมันดิบ ห่างจากชายฝั่งมาบตาพุด จังหวัดระยอง 20 กิโลเมตร เมื่อเช้าวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา

สะท้อนและเตือนให้เราต้องตระหนักถึง "ความพร้อมในการบริหารจัดการอุบัติภัย" มากขึ้น และเป็นความพร้อมที่เกี่ยวข้องกับอุบัติภัยต่างๆ เพราะต้องอย่าลืมว่าโอกาสที่จะเกิดจากอุบัติเหตุและภัยธรรมชาติ หลังจากนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อุทกภัยครั้งร้ายแรงล่าสุดที่ผ่านมา ก็สะท้อนให้เราเห็นชัดเจนว่า ประเทศไทยต้องหาทางวางแผนความพร้อมในการรับมือกับอุบัติภัยอย่างมืออาชีพมากขึ้นกว่าเดิม กรณีน้ำมันรั่วล่าสุด ตอนแรกดูเหมือนว่าจะเอาอยู่ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ให้ความมั่นใจว่าสามารถจัดการไม่ให้คราบน้ำมันกระจายถึงฝั่งได้ แต่สุดท้ายแล้ว คราบน้ำมันได้ทะลักเข้าอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด กินพื้นที่ประมาณ 300 เมตรในอ่าวพร้าว จนทะเลเป็นสีดำทั้งหาด และส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว รีสอร์ทปิดร้างไร้เงานักท่องเที่ยว ที่สำคัญยังมีแนวโน้มขยายกินพื้นที่ไปหาดอื่นๆ อีกด้วย นอกจากนั้นยังกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล

สาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำมันที่รั่วออกมาประมาณ 50 ตัน กระจายวงกว้างถึงอ่าวพร้าว เกาะเสม็ด โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองชี้แจงว่า เพราะคลื่นลมที่แรงทำให้คราบน้ำมันซัดข้ามทุ่นที่ล้อมรอบเกาะเสม็ดไว้ โดยทิศทางลมพัดเข้ามาทางเกาะเสม็ดและอ่าวบ้านเพ ก้อนน้ำมันได้หลุดเข้ามายังหาดกลางดึกที่ผ่านมา บริเวณอ่าวพร้าว จึงได้ประกาศเตือนเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ทั้งนี้ ปตท. และจังหวัด ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาเฝ้าสังเกตการณ์ตั้งแต่กลางดึก และเมื่อฝนตกลมแรงส่งผลให้คราบน้ำมันทะลุเข้ามาอย่างรวดเร็วจนเป็นคราบหนา สำหรับการฉีดพ่นสารเคมี เพื่อสลายคราบตั้งแต่เมื่อวานนี้นั้น กำจัดได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่สามารถกำจัดได้ทั้งหมด ทำให้ปริมาณการย่อยสลายจึงช้ามาก ส่วนคำชี้แจงของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล ยืนยันออกมาว่าในการกำจัดคราบน้ำมันนั้น ได้เตรียมถังพลาสติกสีขาว ถังละพันลิตร จำนวน 20 ถัง และปั๊มดูดอีกหลายตัวทยอยเพื่อเร่งดูดคราบน้ำมันเก็บใส่ถัง เพราะว่าน้ำมันเบากว่าน้ำ ส่วนการกักเก็บคราบที่เกาะอยู่บนทรายชายหาดที่เหนียวหนืด ทั้งใช้วิธีการซับน้ำมันและพลั่วตักออกเร่งกำจัดแล้ว

สำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ ได้จำแนกเขตความเสี่ยงต่อน้ำมันรั่วไหลในน่านน้ำทะเลไทย ตามระดับความเสี่ยงและความรุนแรงต่อการได้รับผลกระทบจากน้ำมันรั่วไหล ไว้ 4 ระดับ เริ่มเขตที่ 1 มีความเสี่ยงสูงมาก ได้แก่ บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และ ระยอง เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม มีกิจกรรมการขนถ่ายน้ำมันบริเวณท่าเทียบเรือและกลางทะเล มีการจราจรทางน้ำหนาแน่น เขตที่ 2 มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาถึงท่าเรือคลองเตย เป็นเส้นทางหลักของเรือบรรทุกน้ำมัน เรือสินค้า และ เรือโดยสาร อีกทั้งเป็นที่ตั้งคลังน้ำมันหลายแห่งริมฝั่งแม่น้ำ และเขตที่ 3 มีความเสี่ยงสูงปานกลาง ฝั่งทะเลอ่าวไทย ได้แก่ อ่าวไทยด้านตะวันตก ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง และ สงขลา และฝั่งทะเลอันดามัน ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และ สตูล น้ำมันรั่วไหลอาจเกิดจากเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางเข้าออกช่องแคบมะละกา การขนถ่ายน้ำมัน ท่าเรือน้ำลึก และท่าเรือโดยสาร และเขตที่ 4 มีความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ พื้นที่บริเวณฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามันนอกเหนือจากที่ระบุไว้ใน 3 เขตข้างต้น

เราเห็นว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกกฎหมายหลายฉบับ มีการซ้อมมือมาอย่างต่อเนื่อง กับอุบัติภัยทางทะเล แต่เราเห็นว่าควรยกระดับการวางกติกา การซ้อมในสถานการณ์ที่เลวร้ายมากขึ้น รวมถึงแผนการป้องกันและบริหารจัดการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทางทะเล เพราะในสถานการณ์ที่รุนแรง จำเป็นต้องดึงทุกภาคส่วนรัฐและท้องถิ่น และภาคเอกชน เข้าร่วม ขณะเดียวกันขั้นตอนการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉินรุนแรง ต้องวางกรอบเพื่อให้กระชับและตรงจุดมากขึ้น ซึ่งแนวทางดังกล่าวสามารถที่จะนำรูปแบบมาปรับใช้กับทุกเหตุการณ์ ดังนั้นบทเรียนน้ำมันรั่วครั้งนี้ น่าจะเป็นครูที่ดีให้กับประเทศไทยในการรับมือกับอุบัติภัย หลังจากนี้