วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

5 กฎเหล็กของกฎหมายแข่งขันทางการค้า (3)

ฉบับที่แล้ว เราได้พูดถึงข้อห้ามต่างๆ ที่บังคับใช้กับผู้มีอำนาจเหนือตลาดภายใต้มาตรา 25 ของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า

อันเป็นหนึ่งในกฎเหล็ก 5 ประการของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า วันนี้เรามากล่าวถึงกฎเหล็กข้อที่ 2 ตามมาตรา 26 ว่าด้วยการควบคุมการควบรวมธุรกิจ (Merger Control) ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากขณะนี้ เนื่องจากคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (คณะกรรมการฯ) ได้มีมติอนุมัติเกณฑ์การรวมธุรกิจโดยหลักการเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2556 ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการมีการควบคุมการควบรวมธุรกิจก่อนว่าเหตุใดหน่วยงานของรัฐจึงต้องเข้ามาควบคุมการควบรวมธุรกิจ ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจของเอกชนว่าต้องการซื้อขายหุ้นหรือทรัพย์สินอย่างไร

หลักการควบคุมการควบรวมธุรกิจมีไว้เพื่อห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจกระทำการรวมธุรกิจที่จะก่อให้เกิดการผูกขาดหรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน โดยปกติแล้วการรวมธุรกิจมักจะส่งผลอันดีต่อการแข่งขันในตลาด เนื่องจากทำให้ผู้ประกอบการที่รวมธุรกิจมีสถานภาพที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่ว่าจะด้วยฐานลูกค้าหรือทรัพยากรการดำเนินงาน ทำให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นได้มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี การรวมธุรกิจอาจส่งผลกระทบในแง่ลบต่อตลาดได้ หากเป็นการรวมธุรกิจระหว่างผู้ที่มีอำนาจในตลาดสูงหรือการรวมธุรกิจส่งผลให้ผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจในตลาดสูงเกินควร ทำให้ลดการแข่งขันลงอย่างมาก เกิดการผูกขาด หรืออาจนำไปสู่การกีดกันผู้ประกอบการอื่นให้ไม่สามารถเข้ามาในตลาดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้ไม่มีการรวมธุรกิจใดอันจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการแข่งขันในตลาด และต่อผู้บริโภคในที่สุด

ในปัจจุบันมีกว่าร้อยประเทศที่มีกฎเกณฑ์การควบคุมการควบรวมธุรกิจ รวมถึงในสหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นหนึ่งในกว่าร้อยประเทศดังกล่าว โดยเกณฑ์ที่คณะกรรมการฯ ได้อนุมัติโดยหลักการกำหนดไว้ว่าการควบรวมธุรกิจอันเข้าลักษณะดังต่อไปนี้จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการฯ ก่อน จึงจะดำเนินการควบรวมกิจการได้ คือ (1) ก่อนหรือหลังรวมธุรกิจมีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ร้อยละ 30 ขึ้นไป และ (2) มีรายได้ในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไปในสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง อีกทั้งยังมีเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าซื้อหุ้นคือ มีการเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในคราวเดียวกันหรือหลายคราวตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไปสำหรับบริษัทมหาชน หรือร้อยละ 50 ขึ้นไปสำหรับบริษัทเอกชน และรายใดรายหนึ่งหรือสองรายรวมกันมีส่วนแบ่งตลาดตั้งแต่ร้อยละ 30 ขึ้นไป และมีรายได้ในปีที่ผ่านมารวมกันตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทขึ้นไปในสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง

มาตรา 26 ได้กำหนดไว้ว่าการ “รวมธุรกิจ” หมายความรวมถึงกรณีใดบ้าง แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่าง ซึ่งกล่าวโดยรวมคือ (ก) การรวมธุรกิจอันส่งผลให้ธุรกิจหนึ่งคงอยู่และธุรกิจหนึ่งสิ้นสุดลงหรือเกิดเป็นธุรกิจใหม่ขึ้น (ข) การเข้าซื้อทรัพย์สินทั้งหมดหรือบางส่วนของธุรกิจอื่นเพื่อควบคุมนโยบาย การบริหารจัดการธุรกิจ และ (ค) การเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนของธุรกิจอื่นเพื่อควบคุมนโยบาย การบริหารจัดการธุรกิจ เห็นได้ว่าผู้ร่างกฎหมายเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องดูว่าใครเป็นผู้มีอำนาจการควบคุมที่แท้จริง

หลังจากที่ได้มีการประกาศเกณฑ์ดังกล่าวออกมาทางสื่อ มีความตื่นตระหนกว่าธุรกิจของตนจะถูกกระทบหรือไม่ อีกทั้งมีนักวิชาการต่างๆ นำเสนอบทวิเคราะห์ถึงข้อดีข้อเสียของเกณฑ์นี้ ผู้เขียนเห็นว่า การบังคับใช้มาตรา 26 เป็นผลดีต่อตลาดและต่อผู้บริโภค หากแต่เกณฑ์และแนวทางการบังคับใช้มาตรา 26 จะต้องมีความชัดเจนและบังคับใช้ได้จริง สำหรับเกณฑ์ตามที่ออกข่าวมานั้น ผู้เขียนเห็นว่ายังมีความไม่ชัดเจนอยู่หลายประการ เช่น

(1) รายได้ 2,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา คำนวณจากรายได้ของบริษัทผู้ซื้อ/ผู้ขายอย่างเดียว หรือรวมถึงรายได้ของกลุ่มบริษัททั้งกลุ่ม ซึ่งรวมถึงบริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทที่เกี่ยวข้องที่ผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจควบคุม หากคำนวณเฉพาะรายได้ของบริษัทผู้ซื้อ/ผู้ขายจะเป็นเกณฑ์ที่แตกต่างกับเกณฑ์ที่ประเทศส่วนใหญ่นำมาวิเคราะห์ผลกระทบต่อการแข่งขันของการรวมธุรกิจ เหตุผลที่เกณฑ์ของประเทศส่วนใหญ่นำรายได้ของทั้งกลุ่มบริษัทมาคำนวณ เพราะตระหนักถึงความหลากหลายของโครงสร้างบริษัท จึงเห็นว่าไม่ควรมองแต่เพียงนิติบุคคลใดนิติบุคคลหนึ่ง แต่ควรมองอำนาจควบคุมที่แท้จริง มิฉะนั้นคงเป็นช่องว่างในกฎหมายทำให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งบริษัทใหม่ที่มีรายได้ต่ำเพื่อทำการรวมกิจการดังกล่าว แต่ท้ายที่สุดผู้ที่มีอำนาจควบคุมคือผู้ที่มีอำนาจในตลาดสูงนั่นเอง

(2) ไม่มีความชัดเจนว่ารายได้ดังกล่าวเป็นรายได้จากการขายสินค้า/บริการทั้งหมดของบริษัท หรือเฉพาะสินค้าใดสินค้าหนึ่งหรือบริการใดบริการหนึ่ง ทั้งนี้หากเป็นการดึงเฉพาะรายได้จากสินค้าหรือบริการหนึ่ง คงยากที่จะมีบริษัทใดเข้าเกณฑ์ดังกล่าวได้ ทำให้ไม่มีการบังคับใช้มาตรา 26 ได้จริง

(3) การ “รวมธุรกิจ” หมายความรวมถึงการก่อตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) หรือการเข้าซื้อหุ้นหรือทรัพย์สินของกิจการร่วมค้าด้วยหรือไม่ ทั้งนี้สำหรับเกณฑ์ของต่างประเทศก็มีบางประเทศที่ควบคุมการก่อตั้งกิจการร่วมค้าหรือการเข้าซื้อหุ้นหรือทรัพย์สินของกิจการร่วมค้าเช่นกัน หากแต่จะมีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับกรณีดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ที่ออกมาในข่าวเมื่อเดือนที่แล้วก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของประกาศที่คณะกรรมการฯ จะออกมา รายละเอียดอื่นๆ รวมทั้งข้อสังเกตข้างต้นอาจได้รับการพิจารณาและถูกกำหนดไว้ในร่างกฎหมายแล้วก็ได้ ทั้งผู้เขียนและผู้อ่านคงจะต้องติดตามรอคอยต่อไปค่ะ