แวดวงธุรกิจเอกชนกำลังรอดูการเมือง สิงหาคมเดือด ด้วยความกระวนกระวาย เพราะภาพรวมทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ
ก็ดูจะมีอาการชะลอตัวอยู่แล้วด้วยตัวของมันเอง
นักการเมืองไม่ควรทำอะไรที่จะซ้ำเติมเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจเป็นผลประโยชน์ส่วนรวม ขณะที่การเมืองเป็นเรื่องการแก่งแย่งประโยชน์ของกันและกันเท่านั้นเอง
พาดหัวหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติ” วันก่อน บอกว่า “ธุรกิจระทึก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมบานปลาย ลงทุนชะงัก, จีดีพีหด, ท่องเที่ยววูบ”
แปลว่า ในวงการธุรกิจเอกชนนั้น ความรู้สึกต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาและกลางถนนในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ จะมีผลทางลบที่จะกระทบต่อสถานการณ์ปากท้องชาวบ้านที่ทำท่าจะไม่ค่อยราบรื่น
ลำพังแต่จะต้องทำให้การส่งออกไม่ติดลบสำหรับทั้งปีนี้ ก็เป็นงานเหนื่อยหนักสำหรับรัฐบาลและเอกชนอยู่แล้ว
เพราะว่าล่าสุด ทางการยอมรับว่าการส่งออกไทยปีนี้จะต้องเผชิญกับวิบากกรรมไม่น้อย กระทรวงพาณิชย์ บอกว่า การส่งออก 6 เดือนแรก ขยายตัวไม่ถึง 1% สาเหตุเพราะว่าเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยเรา
กระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่า การผลักดันให้ตัวเลขการส่งออกทั้งปี 2556 ขยายตัวตามเป้าหมาย ที่ 7.5% คงจะยาก เพราะหากจะทำอย่างนั้นได้ ต้องส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปทุกเดือน ซึ่งเป็นไปได้ยาก
ประเมินกันจริงๆ แล้ว การส่งออกทั้งปีอาจจะโตใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา คือ 3% แม้ว่ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยืนยันว่า ยังน่าจะโตได้ถึง 6-6.5% แต่ความจริงที่ปรากฏออกมาในช่วงหลังนี้ ก็ตอกย้ำความจริงที่ว่าการพลาดเป้าเป็นเรื่องที่คาดหวังเอาไว้ล่วงหน้าได้
ตัวเลขผลผลิตมวลรวม หรือ GDP ของปีนี้ ก็โดนปรับลดลงจากเดิมที่คาดเอาไว้ 5% มาอยู่ที่ 4-4.2% โดยสำนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของทางการหรือวิชาการ ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องหนักหนา แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณว่าการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ต้องมีความเข้มข้นและตรวจสอบกันอย่างใกล้ชิด
ความผันผวนของเศรษฐกิจเป็นเรื่องน่ากังวลอยู่เป็นเดิมพัน หากเกิดความแปรปรวนทางการเมืองมากระแทกใส่จากนี้ถึงสิ้นปี ก็จะทำให้เกิดอาการชะงักแรงกว่าที่จะสามารถคาดการณ์ได้ขณะนี้
ผมไม่ทราบว่าในท้ายที่สุดแล้ว ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะถูกเลื่อนขึ้นมาเป็นเรื่องแรกของการประชุมสภาสมัยสามัญที่เริ่มขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคมนี้หรือไม่ แต่สิ่งที่ผู้คนรอคอยคือ พ.ร.บ.งบประมาณสำหรับปี 2557 ซึ่งเป็นหัวใจของการบริหารราชการแผ่นดิน ที่เกี่ยวกับทั้งเศรษฐกิจ สังคม และ ความมั่นคง
หรือแม้ว่า พ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ก็มีประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่ง
อีกทั้งงบประมาณเรื่องน้ำ 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท ที่เป็นกรณีกันอยู่ในศาลปกครอง และรัฐบาลอุทธรณ์เพื่อเดินหน้า ก็มีนัยทางด้านเศรษฐกิจไม่น้อย
แต่ดูเหมือนว่า ทุกย่างก้าวเศรษฐกิจของรัฐบาลกลายเป็นประเด็นทางการเมือง จนไม่อาจจะวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียทางด้านเศรษฐกิจด้วยเหตุและผลอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรมที่ควรจะเป็น
จะโทษฝ่ายไหนก็ตามที แต่ผลที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็คือ การเมืองจะครอบงำหัวข้อเศรษฐกิจ และการพิจารณาในทุกขั้นตอนก็กลายเป็นการถกแถลงในเรื่องผลประโยชน์การเมืองของฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน กับฝ่ายต่อต้านมากกว่าที่จะแจกแจงกันด้วยเนื้อหาทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส ชัดเจน และตอบคำถามพื้นๆ ว่าด้วย “ความคุ้มค่าของการใช้เงินภาษีประชาชน” ได้
จึงเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมไปถึงฝ่ายต่างๆ ที่มุ่งจะเผชิญหน้ากันเพื่อชัยชนะทางการเมือง โดยไม่สำเหนียกว่าเมื่อการเมืองกลายเป็นปัจจัยหลักของการบริหารบ้านเมือง เศรษฐกิจ ก็จะถูกกระหน่ำหนักหน่วงกว่าที่ควรจะเป็น
และเมื่อการเมืองขาดเหตุผล และความพอเหมาะ พอดี ปากท้องประชาชน ก็จะหุบแฟบลงตามสัดส่วนของความบ้าระห่ำแห่งการช่วงชิงอำนาจในระดับชาติที่เรากำลังจะเห็นอีกรอบหนึ่งในเดือนหน้านี้เอง






