แม้ว่ารัฐบาลจะยื่นอุทธรณ์ไปแล้วกับศาลปกครองสูงสุดกรณีโครงการจัดการน้ำ 3.5แสนล้านบาท
แต่ในส่วนของเครือข่ายต้านสภาวะโลกร้อนก็ยื่นเช่นกันเพื่อขอให้ยกเลิกแผนการจัดการน้ำที่จะจัดประชาพิจารณ์ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ถือเป็นไปตามกระบวนการที่สามารถดำเนินการได้ของทั้งรัฐและเอ็นจีโอ
แต่ประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าคือความพยายามบิ้วอารมณ์การลงทุนด้วยการโยงเอาทุกเรื่องเข้ามาเป็นเหตุผลในการเดินหน้าโครงการ เช่น น้ำท่วมจันทบุรี โคราช ตราด เพราะพวกคัดค้านโครงการน้ำ ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนตัวของผู้เขียนเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องหันมาทบทวนการบริหารจัดการน้ำ และต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ ในการรื้อระบบการจัดการที่อาจตามไม่ทันความแปรปรวนของสภาวะอากาศ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะเดินหน้าไปแบบบ้าคลั่งไม่ฟังเสียใครเลย กระบวนการจัดการทั้งหมดยังจำเป็นต้องเดินไปตามแนวทางการสร้างการมีส่วนร่วมซึ่งไม่ใช่แค่การเปิดประชาพิจารณ์ ที่เหมือนกับขอไปที่ ที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ออกมายืนยันหลายครั้งว่าจะใช้เวลาแค่ 2-3 เดือนก็ดำเนินการได้แล้วเสร็จ
อย่างไรก็ตามนายปลอดประสพเริ่มเดินหน้าในโครงการอื่นๆไปบ้างแล้วเช่นโครงการปลูกป่า 800ล้านกล้า ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งศาลหรือต้องจัดทำประชาพิจารณ์เพราะทั้งหมดปลูกป่าในพื้นที่ของรัฐเองซึ่งก็คือ พื้นที่ของกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติและพื้นที่ของหน่วยงานรัฐอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ
เพราะสัญญาณที่ส่งออกมาของ นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรี รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้นโยบายกับสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)ลดขั้นตอนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานผลกระทบกับสุขภาพแม้จะยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน แต่ใครจะไปเชื่้อ
แม้ที่ผ่านมา สผ.จะถูกต่อว่าเรื่องขั้นตอนและความล่าช้าของการพิจารณาในเรื่องนี้มาตลอดแต่ การที่สั่งลดขั้นตอนก็ดูแปลกๆ เพราะจากเดิมกระบวนทั้งหมดมีระยะเวลารวม105 วัน แต่ให้สั้นลงจากไปอีก
โดยกระบวนการลดขั้นตอนทั้งหมด สั่งให้ สผ.ใช้เวลาพิจารณา 1 เดือนว่าจะมีโครงการประเภทไหนที่จะลดขั้นตอนการพิจารณาลงไปได้บ้าง รวมทั้งในขั้นตอนไหนของระยะเวลาในการพิจารณาอีเอชไอเอด้วย
ขณะที่ค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าโครงการขนาดใหญ่ที่เข้าข่ายต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ(และการทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพ(อีเอชไอเอ)ซึ่ง มีเขื่อนขนาดใหญ่ 5 เขื่อน ที่ต้องทำทั้งอีไอเอและอีเอชไอเอ ส่วนเขื่อนอีก 16 เขื่อนทำเฉพาะอีไอเอ
โดยเขื่อนที่มีแรงต้านสูงอย่างเขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ เขื่อนยมบนและยมล่าง จ.แพร่ และเขื่อนแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ แน่นอนว่าเข้าข้ายต้องทำรายงานอีเอชไอเอ และต้องทำประชาพิจารณ์ตามกฎหมาย
ความพยายามในการลดขั้นตอนอีไอเอหรืออีเอชไอเอ แม้จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับโครงการน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม เพราะที่สุดแล้วการเดินเร็วของรัฐบาล อาจจะหมายถึงการสะดุดขาตัวเองล้มลงก็เป็นไป
เพราะสิ่งที่รัฐควรจะต้องทำในเรื่องนี้คือ ความรอบคอบและเปิดรับฟังทุกฝ่ายให้มากที่สุด เพราะไม่มีใครอยากให้น้ำท่วม แต่สิ่งที่อยากเห็นคือการลงทุนครั้งนี้สามารถมั่นใจได้ว่า ทำให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างดีที่สุดจริงๆเพื่อลดความเสียหายและทำให้เกิดประโยชน์กับทั้งประเทศ






