นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรอง ให้ความเห็นเกี่ยวกับ คดีการบริหารจัดการน้ำ
ตามที่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งเกี่ยวกับโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ในทุกประเด็น ทั้งเรื่องอำนาจฟ้องและคำตัดสินของศาลหลังจากที่ศาลปกครองกลางมีคำตัดสินให้รัฐบาลดำเนินการทำประชาพิจารณ์และทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเดินหน้าโครงการว่าจ้างเอกชนดำเนินโครงการนี้
ในขณะเดียวกัน สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ผู้ร้องต่อศาลปกครองกลางในคดีดังกล่าว ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองเมื่อวันที่ 25 ก.ค.เช่นเดียวกัน โดยขอให้ศาลวินิจฉัยคำขอท้ายคำฟ้องให้ครบถ้วน โดยเฉพาะการขอให้ยกเลิกหรือเพิกถอนแผนบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาททั้งหมด เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองกลางในเรื่องประชาพิจารณ์นั้น ได้กำหนดระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือน ซึ่งเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ระดับประเทศเช่นนี้ ไม่น่าจะทำได้ในระยะเวลารวดเร็วเช่นนี้
กรณีของโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ซึ่งไม่นับรวมโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2 ล้านล้านบาท ทำให้เกิดการต่อสู้ทางความคิดสองแนวทาง คือ แนวทางแรก เห็นว่าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาประเทศ และระบบเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นทุกวันจำเป็นต้องมีการลงทุนใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ ดังนั้น หากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศมากเท่านั้น
แนวทางที่สอง คือ ฝ่ายที่คัดค้านโครงการดังกล่าว แต่ไม่ได้คัดค้านความจำเป็นก่อสร้างโครงสร้างพื้นบานของประเทศ ซึ่งสิ่งที่คัดค้านคือการดำเนินงานของฝ่ายการเมือง เพราะพวกเขาเห็นว่ามีความเร่งรีบและมีสิ่งที่ต้องตรวจสอบกันอีกมากว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ดังนั้น พวกเขาจึงต้องการให้รัฐบาลประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านที่สุด และที่ผ่านมา การดำเนินงานของฝ่ายการเมืองก็มีหลายอย่างที่น่าตั้งเป็นประเด็นคำถาม โดยเฉพาะในเรื่องของขั้นตอนตามกฎหมายว่ามีความถูกต้องหรือไม่
อาจกล่าวได้ว่าเกิดการต่อสู้ระหว่างแนวความคิดทั้งสองด้าน ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับผลกระทบทางสังคม ซึ่งเป็นการต่อสู้ทางความคิดที่มีมานานในการพัฒนาประเทศว่าเราจะเลือกเอาการเติบโตและความอยู่ดีกินดีของประชาชน หรือจะเลือกเรื่องการดูแลสภาพแวดล้อมและสังคม อีกทั้งที่ผ่านมา ฝ่ายหลังมักจะถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นผู้ขัดขวางความเจริญของประเทศ ซึ่งปัจจุบันก็มักจะถูกมองเช่นนั้นจากฝ่ายการเมืองที่พยายามผลักดันโครงการ รวมทั้งมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล
เราเห็นว่ากรณีนี้ ฝ่ายผู้คัดค้านได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามสิทธิและหน้าที่โดยพึ่งพาอำนาจศาล ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลในฐานะผู้ขับเคลื่อนโครงการก็พยายามดำเนินการให้ถูกต้องตามคำตัดสินของศาลปกครองกลาง แต่ในขณะที่กระบวนการดำเนินตามครรลองของกฎหมาย ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มที่มีท่าทีสนับสนุนรัฐบาล และมีพฤติกรรมในทางข่มขู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยหรือศาลปกครองผู้ตัดสินคดี เราเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่สมควรอย่างมาก นอกจากจะทำให้การหันไปพึ่งพากฎหมายไม่มีทางเลือกแล้ว ยังทำให้การเมืองไม่ไปถึงไหน ดังที่มีคนกล่าวว่าสังคมส่วนอื่นพัฒนาไปไกล เหลือแต่การเมืองเท่านั้นที่ยังย่ำอยู่กับที่และเป็นส่วนที่ล้าหลังที่สุดของสังคม






