วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระวังความแปรปรวนในวันฟ้าใส

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.ประสสาร ไตรรัตน์วรกุล เปรียบเศรษฐกิจไทยวันนี้เหมือนเครื่องบิน

แต่ไม่ใช่ประเด็น 4 เครื่องยนต์อย่างที่เคยเปรียบเทียบ และไม่ได้บอกว่าอยู่ในสภาพ auto-pilot อย่างที่บางคนคิดว่าเป็น

คุณประสาร บอกว่า ที่เปรียบเศรษฐกิจไทยในช่วงหกเดือนหลังของปี เป็นเหมือนเครื่องบินนั้น เพราะว่าจะต้องเผชิญกับความผันผวนพอสมควร มีทั้งปัจจัยที่เป็น “ลมปะทะหน้า” (head wind) และ “ลมส่งท้าย” (tail wind)

ลมปะทะหน้า คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้คนที่ค้าขายกับต่างประเทศ ทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออก มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ

ลมดันจากข้างหลัง หรือ “ลมส่งท้าย” นั้น คือ การที่เศรษฐกิจของสหรัฐและญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง น่าจะเป็นตัวช่วยหนุนภาคอุตสาหกรรมหลาย ๆ ด้านของประเทศไทยได้

แต่ไม่ว่าจะเป็นลมปะทะหน้าหรือลมส่งท้ายก็เป็นเรื่องชั่วคราว และมีแรงหนักเบาต่างกัน ที่สำคัญคือ สมรรถนะของตัวเครื่องบินเองที่จะเป็นปัจจัยตัดสินว่า เครื่องบินลำนี้จะบินไปถึงเป้าหมายปลายทางหรือไม่

“ตัวเครื่องบิน” หมายถึง ศักยภาพพื้นฐานของไทยเอง

ผู้ว่าการแบงก์ชาติ บอกว่า ไทยจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อเพิ่มด้านอุปทาน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ท่านบอกว่าตัวเลขประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทย สำหรับปีนี้อยู่ที่ 4.2% ถือว่าเป็นระดับที่ไม่ได้ต่ำมากเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั้งในภูมิภาคและในโลก

และการดูตัวเลขเหล่านี้ต้องดูในรายละเอียดด้วยว่า การจ้างงานและรายได้ของประชากรในประเทศเป็นอย่างไร อยู่ในระดับที่เป็นปัญหาหรือไม่

ผมเห็นด้วยว่า หัวใจของการฝ่าข้ามปัญหาจากนี้ไปสำหรับคนไทย คือ การเรียนรู้ที่จะ “บริหารความผันผวน” เพราะว่าจะไม่มีอะไรหยุดนิ่งหรือแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจโลกต้องพึ่งพาปัจจัยมากมายหลายด้าน ที่บ่อยครั้งอยู่เหนือการควบคุมของเรา

อีกทั้งการที่แต่ละประเทศเอาตัวรอดก่อนที่จะห่วงกังวลการยื่นมือสร้างความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ นั้น เป็นสาเหตุที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวนได้เสมอ

เราในฐานะเป็นผู้โดยสารอยู่บนเครื่องบินลำนี้จึงต้อง “รัดเข็มขัดให้แน่น” ตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่า “ลมปะทะหน้า” จะแรงแค่ไหน และจะมาเมื่อไหร่ ขณะที่ “ลมส่งท้าย” ก็คาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ อีกทั้งแม้จะมีลมส่งท้ายบ้างในบางช่วง แต่ก็ไม่ยั่งยืนถาวร เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวที่เอาแน่อะไรไม่ได้

และเมื่อลมด้านหัวกับด้านท้ายมาปะทะกันพอดี เครื่องบินก็สามารถจะ “ตกหลุมอากาศ” ได้ โดยที่เราไม่รู้ตัวล่วงหน้า
หากไม่รัดเข็มขัดให้แน่นและมีสติอยู่ตลอดเวลา ผู้โดยสารอาจจะได้รับความบาดเจ็บ เพราะตั้งตัวไม่ทันเมื่อเครื่องบินลำนี้บินเข้าสู่ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน

ความสามารถของกัปตันเครื่องบินและผู้ช่วยนักบินก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการที่จะนำเครื่องบินไปสู่เป้าหมายอย่างปลอดภัยได้

หากนักบินไม่ส่งสัญญาณชัดเจนมายังผู้โดยสาร หรือหากผู้โดยสารไม่มีความเป็นเอกภาพ หรือขาดความสมัครสมานสามัคคี เครื่องบินก็อาจจะโคลงเคลงกลางอากาศได้ เพิ่มโอกาสที่เครื่องบินจะร่อนลง “ฉุกเฉิน” ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับผู้โดยสารหลายเท่า

นักบินที่ช่ำชองการบินในภาวะอากาศแปรปรวนบอกผมว่า “ภาวะการบินที่อันตรายที่สุด คือ การที่เราไม่ได้รับสัญญาณเตือนภัยอะไรเลย ท้องฟ้าก็โปร่งสดใส ไม่มีเมฆหมอกใดๆ แต่ลมแรงที่พัดมากระหน่ำใส่เครื่องบิน จนทำให้สั่นหวั่นไหวได้อย่างมากโดยไม่มีสิ่งบอกเหตุ หรือมีแต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า...มีสิทธิที่ผู้โดยสารจะได้รับบาดเจ็บ เพราะเครื่องบินตกอยู่ในอากาศแปรปรวนที่ไม่มีคำเตือนล่วงหน้าใดๆ... และแม้กัปตันของเครื่องบินเอง ก็ยังไม่รู้ตัวว่าจะเจอกับสภาพเช่นนี้”

เขาเรียกมันว่า Clear-Air Turbulence อันหมายถึง ความแปรปรวนในภาวะที่สภาพอากาศดูปกติไร้เมฆหมอกใดๆ คือ ภาวะที่อันตรายที่สุด สำหรับคนที่เข้าใจผิดว่า ความแปรปรวนจะมาจากความมืดมัวเท่านั้น และไม่อยู่ในสภาพที่ “พร้อมตั้งรับตลอดเวลา”