วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เกมลึก!"เสี่ยส."จับมือ"เสี่ยพ." ยึดโรงไฟฟ้าเกาะกงในมือ"ลูกกฟผ."

การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน โดยการแสวงหา และพัฒนาแหล่งพลังงานและระบบไฟฟ้า

จากทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการกระจายแหล่งและประเภทพลังงานให้มีความหลากหลาย เหมาะสมและยั่งยืน เพื่อความต้องการใช้พลังงานในประเทศ รวมไปถึงการกับราคาพลังงานให้มีราคาเหมาะสมเป็นธรรม...ฉะนั้น หน้าที่หลักจึงอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน ซึ่งรับผิดชอบดูแลความมั่นคงด้านพลังงานในแง่ของนโยบาย

ส่วนหน่วยปฏิบัติ หน้าที่หลักอยู่ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ที่มีบริษัทลูกๆ อยู่ในเครือ คอยจัดหาพลังงานอย่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ที่เน้นลงทุนในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ถัดมาเป็นบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป บริษัทผลิตไฟฟ้าและน้ำเย็น และบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำหน้าที่จัดหาพลังงานป้อนประเทศ

ใครจะเชื่อว่าปัจจุบันนี้ การจัดหาพลังงานไม่เฉพาะแต่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ยังมีบริษัทผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งรายใหญ่และรายเล็ก อาสาเข้ามาจัดหาพลังงานแข่งกับ กฟผ.และบริษัทลูกๆ

ตอนนี้มีบริษัทหนึ่งที่กำลังประกาศตัวเป็น "จ้าวแห่งการจัดหาพลังงาน" แข่งกับบริษัทลูกๆ ของ กฟผ.หลายคนเรียกเขาว่า "ขาใหญ่" ในวงการพลังงาน

ที่สำคัญวันนี้ "ขาใหญ่" รายนี้กำลังใช้พลังรอบด้าน ทั้งพลังภายในและพลังจาก "แดนไกล" หวังที่จะเป็นจ้าวแห่งพลังงาน

ล่าสุด มีการเจรจากันแบบ "ลับๆ" พร้อมยื่นเงื่อนไข ขอเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหินใน จ.เกาะกง ประเทศกัมพูชา กำลังผลิต 1,800 เมกะวัตต์ พื้นที่แห่งนี้อยู่ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันตกเฉียงใต้กว่า 270 กิโลเมตร โรงไฟฟ้าแห่งนี้ ไม่ใช่อื่นไกล แต่เป็น "บริษัทลูกกฟผ." ต่างหาก หนักไปกว่านี้ เมื่อ 25 มีนาคม 2555 มีการลงนามร่วมทุนกันไปแล้วกับ "เสี่ยพ." คนดังในกัมพูชาในสัดส่วน 50 ต่อ 50 บริษัทฝั่งกัมพูชามีชื่อว่า "เค.เค.(เกาะกง)พาวเวอร์ "

"การพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นในกัมพูชา พร้อมกับระบุว่าไฟฟ้าที่ผลิตได้ จะถูกขายให้กับทั้งกัมพูชาและไทย"

ถามว่า วันนี้เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทลูกของ กฟผ.ที่อุตส่าห์ควานหาแหล่งผลิตไฟฟ้ามาได้ แต่จู่ๆ ก็ถูก "ขาใหญ่" สั่งให้ออกจากพื้นที่ พร้อมๆ กับให้ "ล้มเลิกบริษัท" ที่ตั้งขึ้นมา เท่ากับเป็นการยกสมบัติชิ้นนี้ ให้ "ขาใหญ่" ไปโดยปริยาย อย่างนั้นหรือ

เหตุผลที่ขอให้ยกเลิกบริษัทที่ตั้งขึ้นมา เพราะไม่ไว้ใจ เกรงจะมีการ "ฟ้องร้อง" เกิดขึ้นภายหลัง แต่ที่หนักไปกว่านั้น ยังคิดการใหญ่ถึงขั้นจะไปจดทะเบียนใหม่ โดยไม่แจ้งหุ้นส่วนต่างหาก แต่สุดท้ายเกรงจะเป็นการจดทะเบียนบริษัทซ้ำซ้อน จึงจำเป็นต้องให้อีกฝ่าย ยอมตกปากรับคำ ว่าจะล้มเลิกการลงทุน

แต่สิ่งสำคัญที่จะเกิดขึ้นกับบริษัทคนไทย ถามว่าวันนี้จะแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อย่างไร เพราะที่เคยแจ้งไปว่า มีแผนพัฒนาโรงไฟฟ้า ผู้ถือหุ้นเองก็รับรู้ข้อมูลข่าวสารไปแล้ว แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงปีกลับ "ยกเลิกบริษัท" แล้วจะอธิบายอย่างไร กับเหตุที่ "คุณขอมา"

ว่ากันว่า "ขาใหญ่" รายนี้ต้องการเข้าไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจากถ่านหิน ในสัดส่วน 50% เอง เป็นการร่วมทุนกับ "เสี่ยพ." อย่างนี้ไม่ฮุบก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ที่น่าคิดไปกว่านี้ ทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมากับบริษัทผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทลูกของ กฟผ.ขึ้นได้ งานนี้ ไม่ธรรมดา หากไม่มีใครถือหางหรือเป็นตัวหนุนอยู่ข้างหลัง เรื่องอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้แน่นอน

สิ่งที่น่าคิดจากนี้ไป หากปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินต่อไป อีก 10-20 ปีข้างหน้า กิจการไฟฟ้าไทย จะถูกผูกขาดอยู่เพียง 2 กลุ่มคือ กลุ่ม กฟผ.และกลุ่ม "ขาใหญ่" ซึ่งถือว่า อันตรายมาก เพราะโอกาสที่รายเล็กๆ จะได้เข้ามาแข่งขันย่อมยากมาก

อีก 20 ปีข้างหน้า จะเป็นการต่อสู้ระหว่าง กฟผ.กับขาใหญ่เท่านั้น หาก กฟผ.รวมกำลังผลิตของบริษัทลูกๆ ซึ่งวันนี้มีกำลังผลิตกว่า 2 พันเมกะวัตต์ ส่วน "ขาใหญ่" มีอยู่ กว่าหมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่ทั้งประเทศ ผลิตได้ตอนนี้ประมาณ 3.3 หมื่นเมกะวัตต์

จากตัวเลขเหล่านี้ โอกาสที่ "ขาใหญ่" จะแซงหน้าขึ้นมา เป็นจ้าวแห่งพลังงาน จึงเป็นไปได้สูง หากเป็นอย่างนี้แล้ว ในอนาคตประชาชนจะคาดหวังกับราคาไฟฟ้าที่เป็นธรรมได้อย่างไร?