วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อไรจะปฏิบัติกันเสียที

ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี 2556 เรื่อง “วางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย”

(Lifting Barriers to Sustainable Growth) ในระหว่างวันที่ 19-20 ก.ย.นี้ โดยระบุว่า "เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายต่อการเติบโตเป็นอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการขยายตัวชะลอลงจากเฉลี่ยที่ 7.8% ต่อปีในช่วงปี 2523 - 2539 มาอยู่ที่เฉลี่ย 3% ต่อปีในช่วงทศวรรษหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ความสนใจส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่นโยบายเศรษฐกิจมหภาคซึ่งเน้นที่การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นถึงปานกลาง"

ดังนั้น ในปีนี้ ธปท.จึงหวังว่าการสัมมนาในครั้งนี้ จะได้รู้ถึง "ข้อจำกัดทางโครงสร้างเศรษฐกิจซึ่งถือเป็นกำแพงขวางกั้นการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่แท้จริงกลับไม่ได้มีการกล่าวถึงเท่าที่ควร" และมีวัตถุประสงค์หลักที่จะประเมินสถานะของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยในมิติต่างๆโดยเน้นการศึกษาผ่านมุมมองด้านจุลภาคที่จะช่วยบ่งชี้ข้อจำกัดสำคัญๆ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และเน้นการสร้างองค์ความรู้ที่จะช่วยสนับสนุนนโยบายในการก้าวข้ามอุปสรรคดังกล่าวเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ตามศักยภาพที่แท้จริง"

อันที่จริง ประเด็นเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย และอุปสรรคต่างๆที่ขัดขวางการเติบโตในระยะยาว รวมทั้งแนวนโยบายการดำเนินการต่างๆเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่มีการพูดถึงกัน โดยเฉพาะหลังวิกฤตินั้น คนไทยแทบจะพูดถึงการ"พลิกวิกฤติเป็นโอกาส" และ "เศรษฐกิจแบบพอเพียง" ซึ่งมีการเสนอมุมมองต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนว่าเรามีแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนอย่างไร ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าทั้งปัญหาและวิธีการแก้ไขนั้นแทบไม่มีความรู้หรือข้อเท็จจริงใหม่ที่คนไทยยังไม่รับรู้มากก่อน

แต่ปัญหาของประเทศไทยคือเราไม่เคยมีการวางแผนเพื่อเดินหน้าไปสู่สิ่งที่"ยั่งยืน"กันอย่างจริงจัง อาทิ การพัฒนาการศึกษา ที่มีการพูดถึงกันมานาน แต่ก็ปรากฏว่าการศึกษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือภาคเอกชนหรือบรรดาธุรกิจต่างๆมักจะบ่นว่าเรามีคนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีกันจำนวนมาก รวมทั้งปริญญาโทที่เปิดกันแทบทุกสาขา จนผู้จบการศึกษาล้นประเทศ แต่ปรากฏว่าหาคนที่ทำงานตรงกับความต้องการของตลาดได้น้อยเต็มที ซึ่งแสดงให้เห็นความล้มเหลวในการวางแผน

แม้แต่แผนพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติที่เราร่างกันขึ้นมาในช่วงหลัง ที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคนและทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งเน้นในด้านสังคมมากกว่าด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่สภาพไม่ต่างกัน กล่าวคือ "แผนก็คือแผน" ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง แต่ที่เราเห็นคือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแผนเดิมที่ทำไว้ในช่วงพัฒนาอุตสาหกรรม นั่นหมายความว่าเรามีแผนทางสังคมจริง แต่ไม่เคยได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเหมือนกับที่กล่าวกันไว้ แต่ยังมุ่งเน้นการพัฒนาแบบเดิมไว้เบื้องหลังแผนอันสวยหรู

เราเห็นว่าการสัมมนาของธปท.ในครั้งนี้ อาจทำให้เราเข้าใจเพิ่มมากขึ้น จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงใหม่ ที่เกิดขึ้นในโลก แต่หากเราต้องการให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนจริง เราจำเป็นต้องมีแผนการปฏิบัติในระดับรัฐบาล ซึ่งแผนของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)นั้นอาจไม่เพียงพอ แต่อยู่ที่นักการเมือง ซึ่งนักการเมืองไทยในปัจจุบันที่มุ่งเน้นประชานิยมหรือนโยบายลดแลกแจกแถมเพื่อแลกความนิยมทางการเมืองจะสามารถทำได้หรือไม่ เราก็หวังว่าความรู้ที่ได้ในครั้งนี้คงไม่จบแค่ในเวทีสัมมนาเหมือนหลายๆเวทีที่ผ่านมา