วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทางสองแพร่งที่รัฐบาลต้องเลือก

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเผชิญสารพัดปัญหารุมเร้าอย่างหนัก ทั้งปัญหาโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปัญหาคุณภาพข้าวถุง

ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ รวมถึงปัญหาเก่าๆ อย่างปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ทุกปัญหาล้วนทำให้รัฐบาลปวดหัวทั้งสิ้น แม้จะไม่ถึงกับทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่หากปล่อยปัญหาทิ้งไว้อาจกลายเป็นแผลใหญ่ลุกลามจนบั่นทอนรัฐบาลได้ในที่สุด

ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ สภาจะเปิดประชุมสมัยสามัญมีประเด็นที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องขบคิดอย่างหนักว่าจะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไร นั่นคือ กรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ออกมาผลักดันให้สภาบรรจุวาระพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯเป็นวาระต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ.ฉบับของ นายวรชัย เหมะ ส.ส. สมุทรปราการ และนายนิยม วรปัญญา ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย รวมถึงร่าง พ.ร.บ.ปรองดองฯของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่มีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อเปิดทางให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและปล่อยตัวแกนนำ รวมถึงประชาชนคนเสื้อแดงที่ถูกจำคุก ในช่วงที่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553

ขณะที่ความต้องการของแกนนำรัฐบาลนั้น อยากให้สภาพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ 2 ล้านล้านบาท โดยหวังที่ต้องการให้เงินกู้เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่กำลังเผชิญภาวะถดถอย หลังจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหลายสำนัก ออกมาปรับตัวเลขจีดีพีลดลง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมีปัจจัยสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ และการบริโภคภายในประเทศชะลอตัว อันสะท้อนออกมาจากการส่งออกในช่วง 5 เดือนแรกแม้จะยังขยายตัวเป็นบวก แต่ก็ขยายตัวเพียง 1.86% เท่านั้น ทั้งๆ ที่เป้าที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้เดิมสูง 7-8% ขณะที่ภาคเอกชน ต่างพากันหดตัวเลขส่งออกทั้งปีจะเหลือเพียง 3-4%

ดังนั้นจึงเป็นทางสองแพร่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการเอาใจกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลมาตลอด ด้วยการผลักดันให้สภาบรรจุ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯอยู่ในวาระแรกของการพิจารณา ซึ่งจะเท่ากับเอื้ออำนวยให้ทั้งอดีตนายกฯทักษิณ อยู่ในข่ายที่จะได้เดินทางกลับบ้านและช่วยคนเสื้อแดงให้หลุดพ้นข้อกล่าวหา กับเดินหน้านำร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านให้สภาพิจารณา เพื่อนำพาเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางมรสุมจากเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าภายใต้ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้นมีโครงการด้านคมนาคมและระบบขนส่งหลายโครงการที่รัฐบาลวางแผนจะลงทุน อาทิ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง และโครงการรถไฟฟ้าในเมืองหลายเส้นทาง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคเอกชน

หลังจากโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท มีอันต้องสะดุดเพราะคำสั่งศาลปกครอง ที่ให้รัฐบาลต้องไปจัดทำความคิดเห็นจากประชาชน หรือประชาพิจารณ์โครงการก่อนที่จะดำเนินการ ซึ่งรู้กันว่าการทำประชาพิจารณ์นั้นต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร ทำให้ผิดไปจากแผนที่รัฐบาลวางไว้

"นี่จึงเป็นทางสองแพร่งที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ คงต้องตัดสินใจเลือกว่าจะยึดแนวทางใด ระหว่างความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของประเทศ กับความอยู่รอดของรัฐบาลเอง"