หน่วยงานของรัฐและสำนักวิจัยหลายแห่ง ต่างปรับลดอัตราขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศ จากเดิมที่ 4.5%
หรือมากกว่านั้นลงมาที่ 4-4.2% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพในประเทศและตลาดต่างประเทศที่คาดว่าจะชะลอตัวลง
นักวิเคราะห์หลายสำนักบอกผมว่าอัตราโตของ GDP ที่ 4% สำหรับปีนี้ของไทยไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ความจริงหากเน้น “คุณภาพและความยั่งยืน”, อัตรานี้ก็น่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาพรวมของประเทศได้
ดีกว่า “ตีฟู” ให้ได้ 5% อย่างที่ฝ่ายการเมืองเคยพยายามจะเร่งให้เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติ เอาเข้าจริง ๆ ก็ “เอาไม่อยู่” เกิดความผันผวนและความไม่แน่นอนในระดับสูงที่เป็น “ภาพลวง” มากกว่าภาพจริง
คุณสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) บอกนักข่าวว่า สศค. ได้เสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปีให้รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง แต่ท่านบอกว่า ไม่จำเป็นต้องกระตุ้นเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ปีที่ผ่านมาขยายตัวสูงถึง 6.4%
คุณสมชัย บอกว่า สศค. เคยประมาณการเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 4.5% แต่อาจต้องปรับลดลงเหลือ 4% เพราะปีนี้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ไม่ดี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ปรับเป้าเศรษฐกิจปีนี้จาก 5.1% เหลือ 4.2%
เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นเป็นพิเศษ ก็จะเน้นการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งการลงทุนของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเพียงพอที่จะทำให้จีดีพีโตที่ 4%
คุณสมชัย บอกว่า หากมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป อาจจะถูกต่อว่าจากหลายฝ่ายว่าเป็นการบริหารเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน
รัฐบาลจีนก็เพิ่งประกาศว่าจะไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะไม่มีความจำเป็น แม้ว่าอัตราโตทางเศรษฐกิจของจีนจะชะลอลงจาก 8% มาอยู่ที่ 7.5% ในไตรมาสสอง เทียบกับ 7.7% ในไตรมาสแรก
จีน บอกว่า ทิศทางการบริหารเศรษฐกิจใหม่คือลดการเน้นเรื่อง “โต” แต่หันมาให้ความสำคัญกับ “การปฏิรูปโครงสร้าง” อันหมายถึงการยกระดับคุณภาพและสร้างความเท่าเทียม ลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย และพึ่งพาการส่งออกให้น้อยลง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โหลวจี่เหว่ย บอกว่า ในระหว่างการประชุมกลุ่มประเทศ G-20 ที่กรุงมอสโคว เมื่อสัปดาห์ก่อน รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าธนาคารกลางของหลายประเทศ เรียกร้องให้จีนกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อจะได้ช่วยดึงให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวมากขึ้น
แต่รัฐมนตรีคลังจีนบอกว่า “ผมบอกท่านทั้งหลายว่าอย่าได้คิดให้จีนเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจโลกเลย จีนเองเราพอใจกับอัตราคนมีงานทำขณะนี้ ผมบอกพวกเขาว่าขอให้แต่ละประเทศดูแลปัญหาตัวเองแทนที่จะหวังพึ่งคนอื่น...”
เป็นการสะกิดกันแรง ๆ ให้สำนึกในหลักการแห่ง “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” แม้ในแวดวงการเงินการทองระดับโลกก็เถอะ
รัฐมนตรีคลังจีน บอกว่าแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงบ้าง แต่จะไม่มีกรณี hard landing หรือ “โหม่งโลก” อย่างที่บางคนกลัวกัน
แกบอกว่าแม้ว่าอัตราโตของจีดีพีจะลดลงบ้าง แต่การสร้างงานก็เพิ่มขึ้น และมีการลงทุนในอุตสาหกรรมบริการก็เพิ่มขึ้น ทำให้เห็นถึงความคึกคักของเศรษฐกิจในหลายด้าน
ผมเชื่อว่าประเทศไทยเราก็มีประเด็นทำนองเดียวกัน นั่นคือการ “ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ” เน้นคุณภาพของวิถีชีวิตประชาชน และลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน มีความสำคัญมากกว่าการสร้างภาพโตเกินความสามารถในระยะสั้น
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว หากอัตราโตนั้นไม่มีความยั่งยืน ก็จะเป็นเพียงภาพลวงตาชั่วครู่ชั่วยาม ขาดการสร้างวินัยให้กับคนในชาติ และทำให้เกิดภาวะ “เสพติด” กับการโตโดยไร้คุณภาพ
เหมือนนักกีฬาที่จะชนะการแข่งขันจริง ๆ ต้องฝึกต้องซ้อมร่างกายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ฉีดสารกระตุ้นก่อนจะเริ่มการแข่งขันเท่านั้น






