วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครัวไทยสู่ครัวโลกในอาเซียน: ธุรกิจส่งออกอาหารแปรรูป

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปลายปี 2558 นี้ สร้างความตื่นตัวให้ธุรกิจไทยอย่างมาก

ธุรกิจหนึ่งที่ไทยมีความเข้มแข็งและเห็นโอกาส คือ ธุรกิจอาหารแปรรูป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมอาหารที่สร้างรายได้ส่งออกกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ภายใต้โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก ซึ่งมีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เป็นหัวหอกสำคัญ ได้รณรงค์ให้มีการส่งออกอาหารแปรรูปไทยไปยังต่างประเทศ มีการมอบเครื่องหมายรับรอง “ไทย ซีเล็คท์ (Thai Select)” ให้แก่ร้านอาหารไทย และผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ผ่านการรับรองคุณภาพ ทั้งรสชาติและรูปลักษณ์ที่มีความเป็นไทย

จากการลงพื้นที่สำรวจธุรกิจอาหารแปรรูปในอาเซียน พบว่าแบ่งลักษณะตลาดอาหารแปรรูปได้เป็น 3 แบบ คือ 1) ตลาดที่ประเทศนั้นไม่สามารถผลิตได้เองหรือผลิตได้คุณภาพไม่ดีเท่าของไทย เช่น เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา พบว่ามีการนำเข้าอาหารแปรรูปจากไทย ไปขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายของชำเป็นจำนวนมาก เพราะได้เปรียบเรื่องที่ตั้งติดกับชายแดนไทย ขนส่งสะดวก ดังนั้น ไม่ว่าจะหันซ้ายขวา-หน้าหลัง ก็จะเห็นสินค้าอาหารแปรรูปไทยวางขายอยู่เต็มชั้นวาง แพ็คเกจหน้าตาเหมือนว่าขายอยู่ในเมืองไทย ถือเป็นสินค้าพรีเมียมในตลาดเหล่านี้ และได้รับความนิยมสูงมาก แพ็คเกจที่มีภาษาไทยจะเข้าใจว่าเป็นของแท้ สินค้าที่ขายดีมาก ได้แก่ ผงชูรส กาแฟสำเร็จรูป ครีมเทียม น้ำนมถั่วเหลือง น้ำผลไม้ ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง เป็นต้น

2) ตลาดที่ประเทศเหล่านั้นผลิตสินค้าอาหารแปรรูปได้เอง แต่ไม่เพียงพอกับความต้องการ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อและต้องการสินค้าที่หลากหลาย เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เราจะพบสินค้าอาหารแปรรูปไทย วางขายอยู่พร้อมกับสินค้าจากประเทศอื่นๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำผลไม้ ซอสปรุงรส เครื่องปรุงอาหาร อาจมีการจัดโปรโมชั่นสินค้าไทยบ้างเป็นครั้งคราว แพ็คเกจจิ้งเหมือนกับสินค้าที่ขายในเมืองไทย แต่จะมีการติดฉลากแปลภาษาของประเทศนั้น บนหีบห่อด้วยตามกฎหมาย

ประเทศในกลุ่มนี้จะมีกลุ่มทุนท้องถิ่นในธุรกิจค้าปลีกที่เข้มแข็ง เป็นตัวแทนนำเข้าสินค้าจากไทย หรือมีบริษัทการค้า (เทรดดิ้ง) ของไทย ทำหน้าที่เป็นตัวกลางจัดหาสินค้า เช่น ในกรุงโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ คือ Coop Mart (ราว 20 สาขา ทุนท้องถิ่น) City Mart (ราว 10 สาขา ทุนท้องถิ่น) บิ๊กซี (ฝรั่งเศส) เมโทร (เยอรมัน) Lotte Mart (เกาหลี) เป็นต้น บิ๊กซีและเมโทรมีสาขาทางตอนเหนือและตอนกลางของเวียดนามด้วย ห้างอิออนของญี่ปุ่นเปิดสาขาแรกในเวียดนามปี 2011 ห้างเหล่านี้จะมีสินค้าอาหารแปรรูปไทยวางอยู่บ้าง พร้อมกับสินค้าคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าญี่ปุ่น เกาหลี และจีน

อินโดนีเซียจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ ได้แก่ Hero Supermarket (ราว 290 สาขาของกลุ่มทุนฮ่องกง Daily Farm) Lion Superindo (ราว 75 สาขา ของเบลเยียม Delhaize) และ Matahari Hypermart/ Foodmart (ราว 80 สาขา ทุนท้องถิ่น Lippo) มีไฮเปอร์มาร์เก็ต ได้แก่ ห้างคาร์ฟูร์ (ราว 90 สาขาของฝรั่งเศส) ร้านสะดวกซื้อก็มี Alfamart ของกลุ่ม Sumber Alfaria Trijaya และ Indomaret ของกลุ่ม Indomarco Promatama (Salim group) สองยักษ์ใหญ่ท้องถิ่น ต่างมีสาขากันราว 5,000 แห่งทั่วประเทศ เซเว่นอีเลฟเว่นและลอว์สันจากญี่ปุ่นเพิ่งรุกเข้าตลาดในปี 2009 และ 2011 มีบริษัทเทรดดิ้งไทยเป็นคนกลาง ในการนำเข้าสินค้าอาหารแปรรูปจากไทย รวมทั้งทำตลาดส่งเสริมการขายด้วย

3) ตลาดที่ประเทศเหล่านั้นมีกลุ่มทุนท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ในการผลิตหรือทำตลาด เช่น มาเลเซีย จะไม่ค่อยพบสินค้าไทย ที่มีแพคเกจจิ้งภาษาไทยวางขายอยู่มากนัก เมื่อตรวจสอบด้านหลังของหีบห่อพบว่า เขียนว่าผลิตในมาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง จากการสอบถามทราบว่า บริษัทท้องถิ่นมาเลเซียนิยมจะนำเข้ามาเป็นห่อใหญ่ๆ ไม่สนใจเรื่องความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ รวมทั้งมาตรฐานฮาลาล แล้วทำการ “รีแพค” ลงหีบห่อขนาดเล็ก ใส่ชื่อแบรนด์ของตนเองเข้าไป และดำเนินการเรื่องมาตรฐานฮาลาลเอง สินค้าของผู้ส่งออกไทยจึงเหมือนการรับจ้างผลิต โอกาสที่จะแจ้งเกิดด้วยแบรนด์ของตนเองจึงเป็นไปได้ยาก

จากการสัมภาษณ์ผู้ส่งออกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าเอสเอ็มอีไทยในธุรกิจอาหารแปรรูป ประสบปัญหาหลายประการ สรุปได้ดังนี้ คือ 1) ขาดข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับการส่งออก การขอลดภาษีส่งออก ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีที่ไทยได้ทำกับประเทศต่างๆ เช่น การขอแบบฟอร์มรับประกันแหล่งกำเนิดสินค้าอาเซียน (Product of ASEAN) ที่เรียกว่า “Form D” ซึ่งผู้ส่งออกต้องยื่นเรื่องทุกครั้งที่ส่งออก กับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งการขอรับรองคุณภาพหรือมาตรฐานของสินค้าที่กำหนดโดยผู้นำเข้า ซึ่งมีหลายมาตรฐานและเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย รวมทั้งการจดเครื่องหมายการค้า

2) ขาดการสนับสนุนด้านเงินทุน และสิทธิประโยชน์ในการออกไปลงทุนในต่างประเทศ/หรือส่งออก ผู้ประกอบการต้องมีสายป่านที่ยาวพอ จึงจะมีความกล้าที่จะทำการค้าในต่างประเทศ

3) ข้อมูลตลาดในต่างประเทศ ต้นทุนการลองผิดลองถูกมีสูง ทั้งการหาบริษัทพาร์ทเนอร์ที่ไว้วางใจได้ และมีความสามารถช่วยกระจายสินค้าและทำตลาด และต้นทุนที่สูญเสียเพราะถูกหลอก เป็นต้น

4) การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ ผู้ส่งออกมักเข้าใจผิดว่ารสชาติอาหารไทยที่ตนคิดค้นขึ้นมา อร่อยที่สุดแล้ว เช่น น้ำพริก น้ำปลาหวาน และต้องการคงความเป็นไทยไว้ แต่กลับพบว่าการปรับชาติให้เข้ากับรสนิยมของผู้บริโภคต่างหาก ที่ทำให้ประสบความสำเร็จ และหลายรายไม่เข้าใจว่าต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสม หรือไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เช่น ใส่ถุงเพ้าท์ กระปุกพลาสติก ขนาด ฉลากภาษาท้องถิ่น เป็นต้น

ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ คงต้องช่วยกันแก้ไขและผลักดันทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อความสำเร็จของธุรกิจอาหารแปรรูปไทยในเวทีอาเซียนที่จะมาถึง