วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระบบการศึกษาและภาพสะท้อนของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม

ขบวนการยึดครองวอลล์สตรีทได้เปิดประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันและการแตกขั้วของผู้คน 2 กลุ่มในสังคม อันได้แก่กลุ่มคนร้อยละ 1

และกลุ่มคนร้อยละ 99 ที่เหลือในสังคม ความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นการกล่าวถึง พวกที่มีและพวกที่ไม่มีซึ่งเป็นการเปรียบเทียบผ่านความยากจนแบบสัมบูรณ์ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นความยากจนแบบสัมพัทธ์ โดยสะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงของอำนาจ 2 ด้านคือ อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมือง ความไม่เท่าเทียมกันดังกล่าวนอกจากจะสะท้อนให้เห็นผ่านกลไกการทำงานของอำนาจทั้ง 2 แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นผ่านมิติอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่มักจะนึกไม่ถึง ก็คือ การศึกษา

มิติของการศึกษานี้เป็นมิติที่ผู้คนหลายสังคมกำลังให้ความสนใจและให้ความสำคัญ สำหรับสังคมไทยเรา เพิ่งมีการถกเถียงกันในประเด็นความพยายามที่จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนและครูจำนวนน้อยซึ่งมักจะมาพร้อมกับความไม่มีประสิทธิภาพในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และล่าสุดถึงกับมีผู้ระบุว่าระบบการศึกษาไทยเป็นระบบที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประชาคมอาเซียน

ไม่นานมานี้ Branko Milanovic นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกได้เปิดเผยผลการศึกษาความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลก ที่เรียกว่า Global Income Inequality มีข้อค้นพบที่น่าสนใจว่าร้อยละ 8 ของคนร่ำรวยของโลก ครอบครองรายได้ทั้งหมดของโลกกว่าร้อยละ 50 และพบว่าความไม่เท่าเทียมกันในระดับโลกมีมากกว่าความไม่เท่าเทียมกันในระดับประเทศ เหตุผลก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ระหว่างประเทศต่างๆ และความไม่เท่าเทียมกันทางรายได้ภายในแต่ละประเทศซึ่งต่างก็มีช่องว่างอยู่ไม่น้อยถูกรวมเข้าด้วยกัน ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่หรือผู้คนจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ยากจนหรือมีรายได้น้อยมากกว่าประเทศที่ร่ำรวยหรือมีรายได้มาก โดยประเทศยากจนในลำดับต้นๆ ของโลกส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร (3000 ไมล์จากเส้นศูนย์สูตร)

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ กลไกการไล่กวดช่องว่างหรือไต่เต้าบันไดของความมั่งคั่งที่เคยมีมาในอดีตและถูกคาดหวังว่ายังทำงานอยู่และจะทำงานต่อไปในอนาคตอย่างเช่น ระบบการศึกษา กลับเป็นกลไกที่ไร้ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทุกทีในการสร้างโอกาสไล่กวดช่องว่างทางรายได้ แม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศที่เคยได้ชื่อว่าเปิดโอกาสให้มีการไล่กวดช่องว่างผ่านการพัฒนาศักยภาพความรู้ และความสามารถของปัจเจกบุคคลโดยระบบการศึกษามากที่สุดประเทศหนึ่ง ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบันเรากลับพบว่าระบบการศึกษากลับเป็นกลไกสำคัญกลไกหนึ่งที่ช่วยผลิตซ้ำและสร้างความชอบธรรมให้กับความไม่เท่าเทียมกันและทำให้ความไม่เท่าเทียมกันถ่างกว้างออกมากยิ่งขึ้นผ่านการผลัดรุ่นส่งไม้แบบไม่มีตกหล่นจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกและรุ่นหลาน

ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น New York Times ได้นำเสนอรายงาน ชื่อว่า “As Wealth Fill Top Colleges, Concerns Grow Over Fairness” โดยระบุว่าร้อยละ 55 ของนักศึกษาปีหนึ่งในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยชื่อดังจำนวน 250 แห่งของสหรัฐอเมริกามาจากครอบครัวที่พ่อแม่ที่อยู่ในกลุ่มคนร้อยละ 25 ที่มีรายได้สูงสุดของประเทศ (นับจากกลุ่มรายได้สูงสุดข้างบน) ขณะที่มีนักศึกษาปีหนึ่งเพียงร้อยละ 12 เท่านั้นที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่อยู่ในกลุ่มคนร้อยละ 25 ที่มีรายได้ต่ำสุดของประเทศ (นับจากกลุ่มรายได้ต่ำสุดข้างล่าง)

แม้แต่มหาวิทยาลัยของรัฐอย่าง University of Michigan ก็ยังรายงานว่า การสำรวจถึงปูมหลังของนักศึกษา พบว่านักศึกษาปีหนึ่งส่วนใหญ่มีพ่อแม่ที่มีรายได้เฉลี่ย 2 แสนดอลลาร์ต่อปีซึ่งอยู่ในกลุ่มร้อยละ 2 (นับจากกลุ่มรายได้สูงสุดข้างบน) ของประเทศ ในขณะที่นักศึกษาส่วนน้อยเท่านั้นที่มีพ่อแม่ที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มรายได้เฉลี่ยของประเทศคือประมาณ 5 หมื่นสามพันดอลลาร์ต่อปี ในขณะที่มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังก็รายงานผลการสำรวจปูมหลังของนักศึกษาของตนว่าส่วนใหญ่มีพ่อแม่ที่ประกอบอาชีพ แพทย์ มากกว่าอาชีพอื่นๆ เช่น แรงงานรับจ้างรายชั่วโมง ครู เสมียน เกษตรกร และ ทหาร รวมกัน

ภาพสะท้อนของการกระจุกตัวของลูกหลานของพ่อแม่ที่มีฐานะดีที่อยู่บนยอดของพีระมิดของความมั่งคั่งเกิดจาก 2 ปัจจัย คือ หนึ่ง ค่าเล่าเรียนที่ถีบตัวสูงขึ้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นผลพวงหรือโมเมนตัมอันยากที่จะฉุดรั้งของแนวนโยบายแบบเสรีนิยมใหม่ ที่เชื่อมั่นว่าการทำงานของกลไกราคาจะนำมาซึ่งประสิทธิภาพ การบริหารจัดการสถาบันการศึกษาให้มีต้นทุนที่ต่ำที่สุด (หรือมีกำไรสูงที่สุด) จะนำมาซึ่งผลดีต่อสังคมโดยรวม ตัวอย่างค่าใช้จ่ายของนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐอย่าง University of Michigan ในปี 2012-13 ค่าเล่าเรียนของนักศึกษาจะอยู่ที่ระหว่าง 6 พัน ถึง 7 พันกว่าดอลลาร์ต่อปีสำหรับพลเมืองของมิชิแกน และสูงถึง 2 หมื่นกว่าดอลลาร์ต่อปีสำหรับนักศึกษาที่มาจากที่อื่นๆ ส่วนมหาวิทยาลัยชื่อดังของเอกชนอย่าง Harvard University ก็ระบุว่าค่าเล่าเรียนอยู่ที่ 36,305 ดอลลาร์ในปี 2011-2012 และถ้ารวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เข้าด้วยกันแล้วจะมีค่าใช้จ่ายถึง 52,652 ดอลลาร์ต่อปี แม้ว่ามหาวิทยาลัยเหล่านี้จะมีทุนการศึกษาแต่ทุนดังกล่าวก็มีอยู่อย่างจำกัดและมีการแข่งขันสูง และ ปัจจัยที่สอง คือ ความพยายามของพ่อแม่ในการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ให้แก่บุตรหลานในการเข้าสู่โรงเรียนที่ดี ซึ่งในที่สุดจะนำมาซึ่งโอกาสในการเข้าสู่มหาวิทยาลัยที่ดีและในที่สุดจะนำมาซึ่งโอกาสในการประกอบวิชาชีพที่มีรายได้สูง ซึ่งแน่นอนว่าพ่อแม่ที่มีฐานะดีกว่าย่อมมีโอกาสที่จะเตรียมความพร้อมที่ดีกว่าให้กับบุตรหลาน

มองดูเผินๆ การที่นักศึกษาส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มั่งคั่งระดับบนจะทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีรายได้และดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีนักศึกษาหัวกะทิ (ที่มีความพร้อมทางวิชาการและเงินทอง) เข้ามามากขึ้น มีทรัพยากรมากขึ้นจากรายได้สำหรับการวิจัยและกิจกรรมต่างๆ สามารถผลักดันให้คณาจารย์มีผลงานชิ้นเยี่ยมๆ ออกมามากขึ้น ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ก็น่าจะร่วมด้วยช่วยกันทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ เหล่านี้ดำรงสถานะอยู่ใน ranking ที่สูงและสูงยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

แต่หากพลิกดูอีกด้าน จะพบว่าปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าระบบและกลไกการศึกษาจะผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันหรือผลิตซ้ำความได้เปรียบทางสังคมมากกว่าที่จะเป็นช่องทางไปสู่การลดช่องว่างทางรายได้ และแน่นอนว่าปัญหานี้มีรากฐานของประเด็นความยุติธรรมทางสังคม ดังนั้น ระบบการศึกษาจึงเป็นภาพสะท้อนที่ชี้ให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และน่าจะเป็นตัวอย่างที่กระตุ้นให้สังคมไทยเรามีความตระหนักถึงการผลิตซ้ำความไม่เท่าเทียมกันผ่านระบบการศึกษากันมากยิ่งขึ้น