เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ จาก 5.1% เหลือ 4.2%
ถือว่าเป็นการปรับลดที่มากพอสมควร สาระสำคัญเพราะเป้าหมายส่งออกปีนี้ จะเหลือเพียง 4% เท่านั้น จากเดิมที่เคยมองว่าจะเติบโตได้ประมาณ 7.5% อีกทั้งการลงทุนภาครัฐก็ไม่ได้เป็นไปตามเป้า คำถามที่ตามมาหลังจากนี้ตรงที่ว่า นโยบายการเงินจะผ่อนคลายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งได้รับคำตอบจากผู้ว่าการ ธปท. ว่า ในปัจจุบันถือว่าผ่อนคลายพอสมควรแล้ว และหวังว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3 และ 4 จะกลับมาฟื้นตัวตามปกติอีกครั้ง ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ที่น่าวิตกไม่ได้อยู่ที่ระยะสั้นว่าปลายปีนี้เศรษฐกิจจะกลับมาสู่ภาวะปกติหรือไม่ แต่ปัญหาเศรษฐกิจไทยและอาจจะรวมถึงประเทศในเอเชียอื่นๆ ด้วย ปัญหาอยู่ที่โครงสร้าง
ปัญหาโครงสร้างที่เศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างยั่งยืนในระยะยาว ทำให้ยิ่งลำบากมากขึ้น โอกาสที่ประเทศไทยจะหลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับเป็นประเทศพัฒนายากมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาโครงสร้าง การขาดแคลนแรงงาน ทั้งนี้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ได้ศึกษาสภาวะแรงงานไทยย้อนหลัง 20 ปีตั้งแต่ปี 2543-2553 พบว่าแรงงานทั้งประเทศ 38.1 ล้านคนแยกเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม 7.8 ล้านคนและในจำนวนนี้เป็นแรงงานในสาขาอุตสาหกรรมผลิตจริง 5.4 ล้านคน ที่สำคัญแรงงานหนุ่มสาวมีอายุเริ่มสูงขึ้น ตามภาวะสังคมเข้าสู่วัยชรา ทั้งนี้แรงงานผู้สูงอายุ เพิ่มจาก 12% เพิ่มเป็น 20% สาเหตุมาจากอัตราการเกิดน้อยลง ทั้งนี้ส่งผลให้อายุเฉลี่ยของแรงงานจาก 27 ปีเพิ่มเป็น 32 ปี ซึ่งนั้นหมายความว่าจะส่งผลต่อผลิตภาพแรงงาน ขณะเดียวกันอัตราการเกิดน้อยลงจะยิ่งส่งผลให้เกิดภาวะแรงงานตึงตัว ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่วันนี้
ในรายงานของ ธปท.ล่าสุด ก็วิตกเรื่องข้อจำกัดด้านแรงงาน ที่อาจจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของไทยในอนาคต ทั้งนี้จากตัวเลขอัตราว่างงานในเดือนพ.ค.ของไทยมีแค่ 3 แสนคนเท่านั้น หรือแค่ 0.8%ถือว่าระดับต่ำสุดในเอเชีย หากมองต่อไป ก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่อีกด้านสะท้อนว่าประเทศกำลังเผชิญวิกฤติแรงงาน ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็ได้มีการสำรวจผู้ประกอบการในช่วงที่รัฐบาลปรับค่าแรง 300 บาท ซึ่งเอกชนส่วนใหญ่วิตกขาดแคลนแรงงานมากกว่าต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้น และจากการศึกษาของ ธปท.สะท้อนออกมาชัดเจนว่าการขยายตัวเศรษฐกิจหลังปี 2540 ชะลอลงมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกำลังแรงงานและผลิตภาพแรงงานที่เติบโตน้อยลง ทั้งนี้กำลังแรงงานในช่วงปี 2543-2553 เฉลี่ยเติบโต 1.9%ต่อปี ขณะที่ก่อนหน้านั้นปี 2529-2539 กำลังแรงงานเติบโตปีละ 2.4%เหตุผลสำคัญเพราะอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างมาก ล่าสุดพบว่าหญิงหนึ่งคนมีลูกเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 คนเท่านั้น
เราเห็นว่าวิกฤติแรงงานตึงตัวที่เกิดขึ้นจาก “เกิดน้อย” แล้ว ยังมาจากการพัฒนาของอุตสาหกรรมไทย ที่เน้นแรงงานไร้ฝีมือ แทนที่จะยกระดับหันมาใช้เครื่องจักรหรือเน้นแรงงานมีทักษะ ซึ่งจุดนี้เป็นภารกิจรัฐบาลที่จะต้องคิดหาแรงจูงใจ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการผลิตไทย เพื่อลดแรงงานไร้ฝีมือ เพราะมิฉะนั้นแล้วจะเผชิญการขาดแคลนแรงงานครั้งใหญ่ ขณะเดียวกัน การใช้นโยบายแทรกแซงสินค้าเกษตรโดยเฉพาะโครงการจำนำข้าว ก็ได้ดูดแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ย้ายเข้ามาสู่ภาคเกษตรจำนวนมากเช่นเดียวกัน จึงเป็นอีกเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดว่าจะพัฒนาประเทศเดินหน้าในรูปแบบใด ทางออกสำคัญจึงอยู่ที่การวางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในระยะยาว เพราะทราบใดที่ยังคำนึงผลระยะสั้นหวังคะแนนนิยมทางการเมืองแล้ว ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจจะยิ่งวิกฤติมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถึงตอนนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนก็เอาไม่อยู่






