วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภารกิจ 14 เดือนในแบงก์ชาติ ‘ดร.วีรพงษ์’

เป็นเวลา 14 เดือนเต็มที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ผู้ซึ่งหลายคนยกให้เป็น “ปรมาจารย์” ด้านเศรษฐกิจ

นั่งอยู่ในตำแหน่ง “ประธานกรรมการ” ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” โดยเขาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.55 และกำลังจะครบวาระในวันที่ 31 ก.ค.56 อันเนื่องมาจาก มีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

การมาของ ดร.วีรพงษ์ ในคราวนั้น เป็นที่หวั่นเกรงของคนในแบงก์ชาติว่า เขาจะเข้ามาล้วงลูกการทำงานหรือไม่? ..เพราะคนในวงการทราบกันดีว่า มุมมองที่มีต่อนโยบายการเงินของ ดร.วีรพงษ์ แตกต่างจากคนแบงก์ชาติโดยสิ้นเชิง

ดร.วีรพงษ์ เป็นคนที่เชื่อมั่นในกรอบนโยบายการเงินแบบ Exchange Rate Targeting คือ เป็นสำนักที่เชื่อว่า “เงินเฟ้อ” จะถูกควบคุมได้ต้องใช้ “อัตราแลกเปลี่ยน” เป็นตัวกำหนด

เพราะตามทฤษฎีของเขาแล้ว มองว่าเศรษฐกิจโลกมีความเชื่อมโยงถึงกันหมด ขณะที่ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจ “เล็ก” และ “เปิด” ไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าเองได้ ..เงินเฟ้อที่เกิดในไทยจึงมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าในตลาดโลก ดังนั้นถ้าคิดจะคุมเงินเฟ้อ ก็ต้องใช้ “อัตราแลกเปลี่ยน” เป็นตัวคุม

ส่วนทฤษฎีของแบงก์ชาตินั้น ยึดมั่นในกรอบ Inflation Targeting โดยเป็นสำนักที่มองว่า “เงินเฟ้อ” จะคุมได้ต้องใช้ “ดอกเบี้ย” เป็นตัวกำหนด

แบงก์ชาติ มักบอกว่า จริงอยู่ไทยไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าเองได้ แต่นั่นหมายถึงราคาสินค้าส่งออก ถ้าเป็นสินค้าที่ขายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้าด้านบริการที่ไม่สามารถนำเข้าจากต่างประเทศได้ พวกนี้ย่อมต้องขึ้นกับนโยบายในประเทศ ดังนั้นถ้าไปกระตุ้นมากๆ หรือ ปล่อยให้ดอกเบี้ยอยู่ต่ำนานไป อาจสร้างปัญหาในอนาคตได้

ที่สำคัญแบงก์ชาติ มองว่า เครื่องมือ “ดอกเบี้ย” สามารถควบคุมได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ “กระตุ้น” หรือ “ชะลอ” ความร้อนแรงของเศรษฐกิจ อีกทั้งแบงก์ชาติยังมีสรรพกำลังเพียงพอที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ รวมทั้งเครื่องมือดอกเบี้ยก็มีความยืดหยุ่นต่อการนำไปใช้ควบคู่กับเครื่องมือการเงินอื่นๆ ได้ดีกว่าด้วย

ความเห็นที่แตกต่างตรงนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ดร.วีรพงษ์” ตัดสินใจตอบรับ ข้อเสนอของรัฐบาลที่ต้องการส่งเขาเข้ามานั่งเป็นประธานกรรมการแบงก์ชาติเมื่อปีที่แล้ว สาเหตุที่เขาตอบรับข้อเสนอตรงนี้ ก็เพราะต้องการทราบแนวคิดการดำเนินนโยบายของคนแบงก์ชาติ เพื่อที่จะปรับจูนเข้าหากัน

“ผมเข้าไปเพราะเห็นว่าหลักคิดและเหตุผลของนโยบายมหภาคกับนโยบายการเงิน ของผมกับทีมงานผู้ว่าการฯ ในแบงก์ชาติไม่ตรงกัน ซึ่งก็คือ การมองเป้าหมายนโยบายการเงินว่าควรอยู่ที่ใด ตัวผมเห็นว่าไม่ควรดูเงินเฟ้อ แต่ควรดูอัตราแลกเปลี่ยน การส่งออก และการขยายตัวของเศรษฐกิจบ้าง”ดร.วีรพงษ์ยอมรับอย่างเปิดอก

เขาบอกด้วยว่า ความหวังอันสูงสุดของเขา คือ หวังว่าเขาและแบงก์ชาติ จะปรับความเข้าใจเรื่องนโยบายการเงินให้ตรงกันได้ ถ้าทำได้จะถือเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่แพ้สมัยที่เขาขอให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ลดค่าเงินบาทเลย

ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่มีใครฟันธงได้ชัดเจนว่า ระหว่างนโยบายการเงินแบบ Inflation Targeting กับ Exchange Rate Targeting อย่างไหนดีกว่ากัน เพียงแต่ตลอดระยะเวลา 13 ปี ที่ประเทศไทยใช้กรอบ Inflation Targeting ต้องถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะขนาดฝรั่งยังเอ่ยปากชม

นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์ เสียงส่วนใหญ่ในประเทศ ดูจะชื่นชมกรอบนโยบายการเงินที่แบงก์ชาติใช้อยู่ในปัจจุบันมากกว่า ดังนั้นแล้วต้องถือว่า “ภารกิจ” 14 เดือนในแบงก์ชาติของ “ดร.วีรพงษ์” เป็นอัน “ล้มเหลว” ...แต่ยังไงซะ “ซือแป๋” เศรษฐกิจ ก็ยังคงเป็นซือแป๋เศรษฐกิจที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต้องรับฟัง!