ภาวะผู้นำ ดูจะมีบทบาทสำคัญต่อองค์กรมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทำให้วิสัยทัศน์ของผู้นำชี้ชะตาให้กับองค์กรได้ว่าจะก้าวเดินต่อไปได้หรือสะดุดลงเพราะไม่อาจนำคนในองค์กรให้เดินไปในทิศทางที่ถูกต้องได้
คุณสมบัติที่สำคัญสำหรับผู้นำจึงหนีไม่พ้นเรื่องของการอ่านใจคนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจใด เพราะยิ่งเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้ก็ย่อมตอบสนองความต้องการได้และโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกก็จะยิ่งมากขึ้นด้วย
โดยเฉพาะการอ่านใจผู้บริโภค คือรู้ว่าผู้บริโภคต้องการสิ่งใดหรือขาดอะไรแล้วสามารถหาคำตอบได้ทันที หรือมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงให้ทุกอย่างดีขึ้น เหมือนเครื่องนำทางให้ทุกคนมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ปัจจุบันนี้ได้
เช่นเดียวกับผู้ใต้บังคับบัญชาที่อาจมีเรื่องวิตกกังวลอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ในทุกช่วงทุกวัย แต่หากผู้นำมีความสามารถที่จะเห็นหรือเข้าใจความวิตกกังวลของผู้ใต้บังคับบัญชาก็จะมีความสามารถที่จะหาคำตอบและหาวิธีที่จะแก้ปัญหานั้นๆ
สุดท้ายปัญหาก็จะเป็นความท้าทายและกลายเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ซึ่งต้องอาศัยความสามารถของผู้นำในการจูงใจคนที่ไม่ได้เกิดจากการพูดเพียงครั้งเดียวแต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวที่สามารถนำเอาหลักการนี้ไปใช้ได้กับทุกคนรอบตัว
เพราะความสำเร็จของการจูงใจคนไม่ได้หมายถึงการพูดเพื่อให้คนอื่นยอมรับความเห็นของเราเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงหากต้องเจรจากับฝ่ายตรงข้ามที่คัดค้านเรามาโดยตลอด การทำให้อีกฝ่ายคัดค้านน้อยลงก็ถือว่าเป็นก้าวแรกแห่งความสำเร็จได้เช่นกัน
ความเป็นผู้นำจึงต้องเผชิญกับผู้คนหลากหลาย ซึ่งมีทั้งที่จัดการได้ยากและจัดการได้ง่าย ซึ่งเราไม่สามารถเลือกได้เพราะเป็นธรรมชาติของคนดังนี้
1. ฝ่ายค้าน คือคนที่มักจะคัดค้านทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะพูดอะไรก็แล้วแต่ เขาต้องหาเหตุผลมาปฏิเสธและพยายามใช้ทุกวิธีที่จะทำให้เราไม่บรรลุวัตถุประสงค์ และมักจะค้านแบบไม่มีเหตุผลซึ่งมีทั้งคนภายในองค์กรและภายนอกองค์กร
ตัวอย่างที่ภาคอุตสาหกรรม เช่น เอ็นจีโอที่ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมาเพราะมุมมองคนละด้านของฝ่ายที่ต้องการพัฒนากับฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติไม่ให้มีสิ่งใดๆ มารบกวน
การคิดให้เอ็นจีโอเปลี่ยนขั้วมาสนับสนุนเราจึงเป็นไปไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือต้องเข้าใจและยอมรับโดยให้ความสำคัญกับสิ่งที่เอ็นจีโอตระหนักและเป็นห่วง โดยต้องสรรหาวิธีการที่ทำให้ไม่ต้องเจรจากับเรามาก เพียงแค่คัดค้านลดลงก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
2. คนที่มีความเห็นตรงข้ามกับเรา ซึ่งไม่ได้ค้านทุกเรื่องเหมือนประเภทแรก แต่เป็นเฉพาะบางเรื่องที่มีจุดยืนไม่ตรงกัน คนเหล่านี้จึงไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นคนที่อาจขัดขวางความสำเร็จของเราได้ในอนาคต ซึ่งวิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของเขา
เมื่อเราแสดงความเคารพความคิดของเขาแล้ว เขาก็ย่อมเปิดใจรับฟังเราได้มากขึ้นซึ่งเป็นโอกาสให้เราได้ใช้เหตุและผลมาอธิบาย
หรือในบางครั้งการเปลี่ยนให้ฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นที่อยู่ตรงกลางคือไม่คัดค้านแต่ก็ไม่สนับสนุน เพราะบางครั้งการทุ่มเทเอาชนะแต่เพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราหลงทางจนลืมเป้าหมายที่แท้จริงไปในที่สุด






