สู่อิสรภาพ : การปฏิวัติอเมริกา (2)

คำประกาศอิสรภาพของมลรัฐทั้ง 13 ในอเมริกาที่ร่างโดยโทมัส เจฟเฟอร์สัน ประกาศ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ.1776
ถือเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการปฏิวัติอเมริกา
หลังจากครั้งก่อนที่ได้กล่าวถึงกรณีพิพาทต่างๆ ระหว่างอังกฤษ ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคม กับ ประชาชนในอาณานิคมทั้ง 13 ในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น การขัดขืนการจ่ายภาษี การประท้วงต่างๆ ที่รุนแรงที่สุดก่อนจะประกาศอิสรภาพ คือการปะทะกันที่ Boston Tea Party ซึ่งนำมาสู่การรวมตัวกันที่จริงจังมากขึ้นของมลรัฐทั้ง 13 มีการก่อตั้งกลุ่มต่างๆ เพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องเสรีภาพ เช่น Sons of Liberty, Tea Party, คณะกรรมการสื่อสารตามเมืองสำคัญๆ และ การประชุมสภาทวีปครั้งที่ 1 (The First Continental Congress) เป็นต้น
จนในที่สุด เมื่อรัฐบาลอังกฤษเริ่มใช้ไม้แข็งแก่บรรดาอาณานิคมทั้ง 13 ส่งกองกำลังทหารมาปราบปราม "กบฏ" โดยมีสมรภูมิที่สำคัญอยู่ที่ Lexington และ Concord รัฐแมสซาชูเซตส์ นำไปสู่การเรียกประชุมสภาทวีปอเมริกาครั้งที่ 2 นำโดย จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) จอห์น อาดัมส์ (John Adams) จอห์น เจ (John Jay) โทมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) อเล็กซานเดอร์ ฮามิลตัน (Alexander Hamilton) ฯลฯ การประชุมดังกล่าว ได้มีการตกลงกันตั้งกองกำลังทหารเพื่อทำสงครามอิสรภาพ (Continental Army) เป็นครั้งแรก โดยมี George Washington เป็นผู้บัญชาการ โดยฝ่ายอาณานิคมทั้ง 13 ใช้เวลากว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี 1776 ถึงจะบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นทางการ
ทั้งฝ่ายอังกฤษ และฝ่ายอาณานิคมมีการปะทะกันตามสมรภูมิต่างๆ มากมาย แต่ก็จบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายอาณานิคมในที่สุด ในเดือนพฤษภาคม ปี 1787 เหล่าบรรดาผู้นำการต่อสู้ในสงครามการปฏิวัติต่างกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในการประชุมใหญ่ที่เมืองฟิลาเดลเฟียเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้เวลากว่า 3 เดือน เมื่อมีการประกาศรัฐธรรมนูญผ่านที่ประชุมเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน ความคิดเบื้องหลังของรัฐธรรมนูญอเมริกาได้รับอิทธิพลจากนักปรัชญาตะวันตกคนสำคัญอย่างจอห์น ล็อค ที่เชื่อในสิทธิตามธรรมชาติ (Natural Rights) และกฎบัตรแห่งสิทธิ (Bills of Right) โดยเน้นสิทธิในชีวิต ทรัพย์สิน เสรีภาพ การแสวงหาความสุข และสิทธิในการต่อต้านการกดขี่ ที่ประชุมเห็นพ้องกันให้อาณานิคมทั้ง 13 ใช้ระบบการปกครองแบบ "สาธารณรัฐ" ซึ่งถือว่าเป็นการตัดสินใจที่เฉียบแหลมอย่างยิ่ง เนื่องจากแต่ละรัฐในอเมริกาล้วนมีความเป็นปัจเจกอยู่สูง มีความต้องการ มีธรรมชาติของรัฐที่แตกต่างกัน การใช้ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐจึงเอื้อประโยชน์ในการปกครองให้แก่ทุกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการปะทะกันระหว่างรัฐได้เป็นอย่างดี
ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมในการนำกองทัพอเมริกาสู่ชัยชนะ นายพล George Washington จึงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ในการบริหารประเทศอเมริกาใช้หลักการถ่วงดุลอำนาจตามแนวคิดของมงเตสกิเออ (Montesquieu) นักปรัชญาฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังยึดหลักเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เชื่อในลัทธิเสรีนิยม และเสรีภาพของปัจเจกชน
หลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงอันเลื่องลือของรัฐธรรมนูญอเมริกา โดยเฉพาะเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญไทย ที่ว่ารัฐธรรมนูญอเมริการ่างมากว่าสองร้อยปีแล้วยังใช้ได้อยู่จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ดี แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่เคยมีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง และร่างขึ้นมาใหม่ แต่รัฐธรรมนูญอเมริกาก็ผ่านเส้นทางวิบากมาเช่นกัน มีการแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ (Amendments) ในรัฐธรรมนูญหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงแรกของประชาธิปไตย มิใช่ว่าเส้นทางการปกครองแบบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาจะดำเนินไปอย่างราบรื่น หากมีขวากหนาม และอุปสรรคอยู่เป็นระยะ ภายในระยะเวลา 100 ปีแรกหลังจากที่อเมริกาประกาศอิสรภาพ ก็เกิดการปะทะกันระหว่างรัฐ โดยมีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่เรื่องการปกครองทาส กลายเป็นสงครามครั้งที่ใหญ่ที่สุดในเขตแดนอเมริกา คือสงครามกลางเมือง ผลของสงครามครั้งนี้คือการร่างแก้ไขบทบัญญัติที่สำคัญ 3 ฉบับด้วยกัน คือ ฉบับที่ 13, 14, และ 15 (13rd, 14th and 15th Amendment) ซึ่งเนื้อหาเพิ่มเติมสิทธิและเสรีภาพของทาสผิวดำมากขึ้น เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาเองก็ผ่านกระบวนการที่ไม่ง่ายเลยในการต่อสู้ และดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี พัฒนาการของประชาธิปไตยสหรัฐอเมริกาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีพัฒนาการที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่กว่าจะถึงจุดที่อยู่ตัวก็ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน และผ่านบทเรียน การเรียนรู้อย่างมากมาย
หวังว่านี่จะช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้แก่ประชาธิปไตยไทยขึ้นมาบ้าง







