ประเทศบรูไนมีชื่อทางการว่าเนการาบรูไนดารุสซาลาม (Negara Brunei Darussalam แปลว่าดินแดนแห่งความสงบสุข)เป็นประเทศแรกที่เข้าเป็นสมาชิกอาเซียน
หลังจากที่มีการก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งนี้เมื่อเดือนสิงหาคม 1967 กล่าวคือ เมื่อบรูไนได้รับเอกราชจากอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1984 (อังกฤษปกครองบรูไนในฐานะรัฐในอารักขามาตั้งแต่ ค.ศ. 1888) ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อวันที่ 7 มกราคมปีเดียวกัน
บรูไนนับเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีขนาดเล็กที่สุดในแง่ของประชากรที่มีเพียง 4 แสนกว่าคน ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 66 เป็นคนเชื้อสายมาเลย์ ประมาณร้อยละ 11 เป็นคนเชื้อสายจีน และประมาณร้อยละ 3.4 เป็นพวกดายัก ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของเกาะบอร์เนียว และที่เหลือเป็นประชากรกลุ่มอื่นๆ บรูไนมีพื้นที่ 5,770 ตารางกิโลเมตร มากกว่าสิงคโปร์ที่เป็นนครรัฐมีพื้นที่เพียง 710 ตารางกิโลเมตร แต่มีประชากรถึงประมาณ 5.3 ล้านคน (เทียบกับลาวซึ่งมีประชากรประมาณ 6.8 ล้านคนแต่มีพื้นที่กว้างใหญ่ถึง 236,880 ตารางกิโลเมตร) นครหลวงของบรูไน คือ กรุงบันดาร์ เสรี เบกาวัน (Bandar Seri Begawan ก่อนหน้านี้เรียกว่า Brunei Town) ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำห่างจากชายฝั่งทะเลประมาณ 16 กิโลเมตร
แม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่บรูไนก็มีศักยภาพสำคัญคือการมีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ทำให้บรูไนเป็นประเทศส่งออกน้ำมันเป็นสินค้าหลักมาจนปัจจุบัน มีการค้นพบน้ำมันใน ค.ศ. 1929 ใกล้ๆ กับเซรีอา (Seria เป็นชื่อแม่น้ำและชื่อเมือง) และต่อมาใน ค.ศ. 1957 ยังมีการค้นพบและขุดเจาะน้ำมันนอกฝั่งทะเลด้วย การให้สัมปทานการขุดเจาะน้ำมันแก่บริษัทเชลล์ปิโตรเลียม (Shell Petroleum Company) ขณะนั้น สร้างรายได้มหาศาลแก่สุลต่านแห่งบรูไน
ปัจจุบันบรูไนปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตามแนวทางมาเลย์อิสลามที่เรียกว่า “Melayu Islam Beraja (MIB)” เป็นดินแดนที่มีความเป็นมายาวนานในประวัติศาสตร์ รัฐสุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 14 มีราชวงศ์ที่ปกครองต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1959 พระราชาธิบดี หรือสุลต่านแห่งบรูไน (องค์ปัจจุบัน คือ สุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ ซึ่งมีพระนามเต็มว่า สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละห์) ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐที่มีอำนาจเต็มในด้านบริหาร ซึ่งรวมถึงอำนาจฉุกเฉินที่มีการประกาศใช้มาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ “กบฏบรูไน” (Brunei Revolt) ใน ค.ศ. 1962 นอกจากนั้น พระราชาธิบดีแห่งบรูไนองค์ปัจจุบัน ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 1967 ยังทรงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ด้วย
ในฐานประเทศเล็กเช่นเดียวกับสิงคโปร์ บรูไนให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเป็นสมาชิกอาเซียน และเข้าร่วมในกิจกรรมและการดำเนินงานด้านต่างๆ ของสมาคมประชาชาติแห่งนี้อย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด นอกจากนั้น บรูไนยังมีส่วนร่วมในดำริและโครงการส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในด้านต่างๆ รวมทั้งความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคในอาเซียน โดยเฉพาะเขตพัฒนาที่เรียกว่า “Brunei-Indonesia-Malaysia-Philippines East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)”
ปีนี้บรูไนทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียน ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 ที่ได้ทำหน้าที่นี้ โดยมีการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 22 ในเดือนเมษายน 2013 และการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 23 และการประชุมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ประเด็นที่กำหนดขึ้นสำหรับปีนี้ คือ “ประชาชนของเรา อนาคตร่วมกันของเรา” (Our People, Our Future Together) ประเด็นนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษต่อบทบาทของประชาชนในประเทศสมาชิกอาเซียนในการส่งเสริมความร่วมมือทั้งด้านการเมือง-ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม นอกจากนั้นยังถือว่า อนาคตของภูมิภาคนี้ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนเคลื่อนไหวและดำเนินงานร่วมกันอย่างไรเพื่อเป็นหลักประกันความก้าวหน้าแห่งการพัฒนาภูมิภาคโดยรวม
แม้ว่าบรูไนจะเคยทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนมาหลายครั้งแล้ว แต่ในความเห็นของ Murray Heibert และ Jeremiah O Magpile การทำหน้าที่ในครั้งนี้นับเป็นการท้ายสำคัญในหลายลักษณะด้วยกัน ประการแรก คือ ปัญหาความตึงเครียดจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้สืบเนื่องมาตั้งแต่เมื่อครั้งกัมพูชาเป็นประธานอาเซียนในปีที่แล้วและพยายามที่จะไม่ให้มีการพิจารณาท่าทีที่ค่อนข้างรุกล้ำของจีนในเรื่องนี้ ประการที่สอง คือ เป้าหมายแห่งการบรรลุประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนใน ค.ศ. 2015 ซึ่งจะต้องกระตุ้นให้มีการเร่งดำเนินการให้ทันตามกำหนดที่ตกลงกันไว้แล้ว และ ประการสุดท้าย คือ การให้ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาคงการมีส่วนร่วมในการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit - EAS) โดยเฉพาะหลังจากที่นางฮิลารี คลินตัน ได้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐแล้ว
นอกจากปัญหาความละเอียดอ่อนทางการเมืองในเรื่องต่างๆ ซึ่งจะต้องอาศัยทักษะทางการทูตและปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อย่างมากแล้ว ภาระในการจัดประชุมเองก็หนักหาอยู่ไม่น้อย เพราะมีการประชุมสำคัญ คือ การประชุมสุดยอด 2 ครั้ง การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum - ARF) การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก และการประชุมอื่นๆ อีกรวมทั้งสิ้นประมาณ 400 การประชุมด้วยกัน






