เรารู้ไหมว่า ถ้าจะ สร้างอนาคต ของเรา เราต้องลงทุนด้านไหนบ้าง?
ผมเชื่อว่า เรารู้ แต่นักการเมืองที่หวังเพียงผลการเลือกตั้งสมัยหน้า จะไม่ทำอะไรที่เกี่ยวกับ “อนาคต” เพราะว่าไม่ทันใจ และไม่ส่งผลต่อคะแนนเสียงวันนี้ พรุ่งนี้
จึงเกิดกรณีคนข้างนอกกำลังบอกเราว่า เราจะต้อง “ลงทุนในอนาคต” แทนที่จะทุ่มเงินทองเพื่อโครงการที่มีเป้าหมายการเมืองเป็นหลัก
วันก่อน นักเศรษฐศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัย Australian National University (ANU) ชื่อ Peter Warr วิพากษ์ว่าประเทศไทยควรจะต้อง “ลงทุนในอนาคตของตัวเอง” อย่างเป็นกิจจะลักษณะได้แล้ว
เขาหมายถึง การทุ่มเทในการสร้าง “ทุนมนุษย์” และ “การศึกษา” ซึ่งเขาเห็นว่ายังไม่ได้รับความใส่ใจพอเพียง
งบประมาณก้อนใหญ่กลับไปลงในโครงการ “เมกะโปรเจค” ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน รถคันแรก และโครงการจำนำข้าว ซึ่งไม่ได้ช่วยในการเสริมสร้าง “ความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศเท่าที่ควร
เพราะว่าสร้าง “วัตถุ” มาก แต่ไม่สร้าง “คน” ที่มีความรู้ความสามารถที่สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้
ลองวาดภาพว่ารัฐบาลประกาศทุ่มงบประมาณเป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท เพื่อยกระดับการศึกษา ทำโครงการทั่วประเทศเพื่อเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย และปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จะทำให้เกิดความตื่นตัวด้านสร้าง “ทุนมนุษย์” ขนาดไหน?
หรือหากรัฐบาลเจียดงบประมาณก้อนใหญ่ เพื่อทำโครงการยักษ์ที่จะสร้าง “ผู้ประกอบการรุ่นใหม่” ที่มีความคล่องแคล่วแกล้วกล้า ในการสร้างธุรกิจระดับกลางและระดับเล็ก หรือแบบแยกกลุ่มเป็น clusters ที่สร้างความแกร่งกล้าในทุกระดับ
หรือทุ่มงบประมาณรัฐ ร่วมมือกับเอกชนขนานใหญ่ในการประกาศให้ทั้งประเทศ เป็น Wifi Zone เพื่อเข้าสู่ความเป็นประเทศดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศในระดับที่ไม่แพ้สิงคโปร์ และไม่ให้ประเทศเพื่อนบ้านตามทันในสิบถึงยี่สิบปีข้างหน้า
หรือประกาศให้ทุนก้อนใหญ่ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเพื่อผลิตเยาวชนไทยเป็นนักคิดนักสร้าง ให้นักเรียนนักศึกษาที่มีความสามารถพิเศษด้านนวัตกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้มีโอกาสที่จะสั่งสมความรู้ความสามารถในระดับสากล
หรือให้ความสำคัญอันดับต้นๆ กับการสร้าง “นักวิทยาศาสตร์” และ “นักคณิตศาสตร์” โดยยึดเอารูปแบบของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวในหมู่คนไทย ที่จะส่งลูกส่งหลานเรียนทางด้านการประดิษฐ์คิดค้น แทนที่จะมุ่งเพียงแต่เรียนหนังสือจบแล้ว เป็นลูกจ้างแต่เพียงอย่างเดียว
อาจจะมีคนบอกผมว่า ถ้าจะให้เกิด “การฟื้นฟูชาติ” ครั้งใหม่เช่นนี้ เราจะต้องมี “นักการเมืองพันธุ์ใหม่” ด้วย เพราะว่าผู้อาสาเข้ามารับใช้บ้านเมืองทางด้านการเมืองนั้น หากขาดซึ่งวิสัยทัศน์และแสวงหาแต่ผลประโยชน์แห่งตน หรือมุ่งแต่จะได้อำนาจและบารมี แต่ไม่มีจิตสำนึกด้านคุณธรรม และไร้ซึ่งความมุ่งมั่นที่จะสร้างชาติ สร้างแผ่นดิน สิ่งต่างๆ ที่เราจะทำเพื่อ “อนาคต” ของประเทศ ก็จะไม่เกิดขึ้น
ผมเห็นด้วยกับแนวคิดเช่นนั้น แต่ผมก็เชื่อว่า เราจะรอให้ “นักการเมืองพันธุ์ใหม่” เช่นนั้น เกิดขึ้นโดยธรรมชาติไม่ได้ เพราะว่าทุกอย่างต้องเริ่มที่ระบบการศึกษา เราไม่สามารถสร้างชาติทางลัด หรือยัดเยียดความคิดที่ถูกต้องชอบธรรมได้
จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนที่จะต้องช่วยกันพูด ช่วยกันทำ ช่วยกันรณรงค์ คนละไม้คนละมือ พูดทุกวันในทุกโอกาส อาสาทำงานสาธารณะที่เกี่ยวกับการร่วมกัน “ลงทุนในอนาคตของบ้านเมือง” อย่างไม่ลดละ
ที่สำคัญคือในหน้าที่งานการของเราเองนั้น ทุกขั้นตอนของการทำงานประจำวันของเรา จะต้องให้มีส่วนที่เกี่ยวกับการ “ลงทุนเพื่ออนาคต”...มิใช่คิดเพียงแค่กำไรสำหรับเดือนหน้าหรือปีหน้าเท่านั้น
เพราะว่า...การคิดสั้น คิดแต่ได้ ไม่ใช่การ “ลงทุนเพื่ออนาคต” อย่างแน่นอน






