ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลจะประชุมเชิงปฏิบัติการอีกครั้ง นอกจากจะเกาะติดต่อเนื่อง หามาตรการแก้ปัญหาสินค้าแพงแล้ว
ประเด็นหนึ่งที่ต่อเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว คือ หาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังจากประเมินว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ยุโรปยังไม่มีทิศทางฟื้น จีนและสหรัฐอยู่ในสภาพซบเซา ซึ่งอาจจะมีผลต่อการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. รายงานในที่ประชุมว่าเศรษฐกิจในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา มีภาวะอ่อนตัวลงจากการส่งออกที่ติดลบ 5.1% และเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญด้านการใช้จ่ายหดตัวลง โดยเฉพาะดัชนีการบริโภคภาคเอกชนที่ติดลบ 0.2% ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนติดลบ 3.3% รวมทั้งการเบิกจ่ายงบประมาณติดลบ 7.4% แบ่งเป็นการเบิกจ่ายงบประจำติดลบ 4.2% งบลงทุนติดลบ 23.6% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปีนี้ มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าไตรมาส 1 ทั้งนี้ประเมินว่าการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มล่าช้ากว่าคาดการณ์ โดยการประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.2-5.2% อยู่บนสมมติฐานการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐทั้งปี ไม่ต่ำกว่า 94% ของวงเงินงบประมาณ และมีการเบิกจ่ายงบประมาณจากแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ต่ำกว่า 67,000 ล้านบาท และแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท
ประเด็นเศรษฐกิจโลก จะชะลอตัวอีก 6-7 ปี ตามที่รัฐบาลเป็นห่วงนั้น เมื่อบวกกับการคาดการณ์ลงทุนโครงการขนาดใหญ่ แนวโน้มชะลอตัวจากปัญหาทางกฎหมาย เป็นเหตุผลที่รัฐบาลคิดถึงการกระตุ้น แม้ว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะออกมาระบุว่าเป็นการสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจ แต่ยุทธศาสตร์ที่หวังจะเห็นการพึ่งพาเศรษฐกิจข้างนอกลดจาก 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เหลือ 50% นั้น จำเป็นต้องหาทางเพิ่มแรงกระตุ้นจากข้างใน ซึ่งนั้นหมายความว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องอัดเม็ดเงินผ่านโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องในยามที่ส่งออกชะลอตัว เพียงแต่ต้องตอบโจทย์ 2 ประเด็นใหญ่ให้ได้ก่อนที่จะตัดสินใจกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า ประการแรก อัตราการขยายตัวปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 4.2-5.2% นั้น ต่ำจนถึงขั้นเสียหายหรือไม่ และประการที่สองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะซบเซาอีก 6-7 ปี ต้องประเมินว่าไทยมีงบประมาณมากพอหรือไม่ ที่จะประคับประคองตลอดช่วงดังกล่าว
เราเห็นว่า หลายสำนักเศรษฐกิจประเมินจีดีพีปีนี้ จะขยายตัว 4-5% ถือว่าเป็นอัตราที่ไม่ได้เลวร้ายกับประเทศมากนัก ยืนยันได้จากตัวเลขสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รายงานผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรประจำเดือนพ.ค. 2556 โดยสำรวจประชากรผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 54.96 ล้านคน โดยเป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมที่จะทำงาน 39.49 ล้านคน ประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 38.85 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3.03 แสนคน และผู้ว่างงานเนื่องจากรอฤดูกาล 3.45 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 15.47 ล้านคน ได้แก่ แม่บ้าน นักเรียน คนชรา สำหรับจำนวนผู้มีงานทำ 38.85 ล้านคน ประกอบด้วยผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรม 14.88 ล้านคน และนอกภาคเกษตรกรรม 23.97 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ค. 2555 พบว่า จำนวนผู้ทำงานในภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 4.9 แสนคน และนอกภาคเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 9 หมื่นคน ขณะเดียวกัน สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง วันข้างหน้าสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติขึ้นได้อีกหลายครั้ง ดังนั้น รัฐบาลที่ดีย่อมไม่ควรรีบร้อนที่จะทุ่มงบประมาณลงไป เพราะเมื่อถึงวันเกิดวิกฤติจริง เรายังพอมีงบประมาณพอที่จะประคับประคองประเทศได้ นั่นหมายความว่า "เก็บกระสุนไว้เพื่อสงครามใหญ่"
เมื่อดูโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา ได้ทำการศึกษาพบว่า "ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 เท่า หรือเพิ่มขึ้นเป็นเงินถึง 1.4 ล้านล้านบาท ในขณะที่งบลงทุนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 1.5 แสนล้านบาท และมีสัดส่วนเพียง 12% ของงบประมาณเท่านั้น นอกจากนี้งบประมาณรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 9.2% ต่อปี ยังขยายตัวเร็วกว่าอัตราการเติบโตของ จีดีพี รวมทั้งเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 7.2% ต่อปี" ตรงนี้สะท้อนว่าเราไม่ได้มีปัญหาด้านวงเงินงบประมาณ แต่มีปัญหาที่ประสิทธิภาพ การจัดสรรให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ เพราะที่ผ่านมาจัดสรรแบบเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามยุทธศาสตร์ประเทศที่วางเอาไว้ จึงทำให้กระจุกในจุดที่ไม่ควรจะใส่เม็ดเงินลงไป ดังนั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องคิดและวางกรอบก่อนที่จะคิดถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ คือทำอย่างไรที่จะบริหารงบประมาณแต่ละปีให้เกิดประสิทธิภาพ การประเมินผลของแต่ละโครงการว่าเหมาะสมแค่ไหน สะท้อนได้จากโครงการจำนำข้าว ซึ่งหากปฏิบัติได้ตามนี้ เราก็จะมีงบประมาณมากพอที่จะคิดถึงการลงทุนระยะยาว ที่เป็นหัวใจของการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความสมดุลอย่างแท้จริง






