วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน 2569

Login
Login

จบหรือเริ่ม

จบหรือเริ่ม

ฤดูการรับปริญญามาถึงเมื่อไร พวกเราก็มักจะคุ้นตากับภาพความสุขจากความสำเร็จของบัณฑิตที่ห้อมล้อมด้วยครอบครัว ญาติสนิท มิตรสหาย ครูบาอาจารย์

ที่มาชื่นชมยินดีกับการจบการศึกษาของบัณฑิตใหม่ หลายๆ คนมักจะพูดกันว่า "จบเสียทีW ซึ่งทุกครั้งที่ดิฉันได้ยินลูกศิษย์ลูกหาที่สนิทด้วยพูดเช่นนี้ขึ้นมาทีไร ดิฉันมักหันไปอย่างช้าๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่ถ้าใครเคยได้เรียนกับดิฉันก็จะรู้ทันทีว่า อาจารย์กำลังจะเริ่มอบรมอะไรอีกแล้วเป็นแน่ แต่ว่าดิฉันคิดอะไรนั้น ลองมาฟังเรื่องทัศนคติของการจบการศึกษาในต่างประเทศกันก่อนดีกว่าค่ะ

พิธีรับปริญญาในประเทศสหรัฐอเมริกาเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Commencement Ceremony ซึ่งแปลว่า “การเริ่ม” น่าแปลกใจใช่ไหมคะว่าเราเรียนจบทั้งที ทำไมถึงมาบอกว่าเป็นพิธีการเริ่มไปได้ ความจริงแล้วการเรียนรู้ในห้องเรียน การอ่านหนังสือตำรา และการไปสอบให้ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานของมหาวิทยาลัยนั้น อาจนำมาสู่ “การจบ” การศึกษาตามหลักสูตรอย่างเป็นทางการ แต่การได้รับมอบปริญญาบัตรหรือใบประกาศนียบัตรต่างๆ นั้น ถ้ามาคิดให้ดีแล้ว มันก็เป็นแค่การเริ่มต้นของชีวิต วุฒิต่างๆ ที่คุณได้มาเป็นเพียงเครื่องการันตีว่าคุณมีเครื่องมือทางสมองไว้ประกอบอาชีพในอนาคตได้ แต่เครื่องมือในการประกอบสัมมาอาชีพนี้ไม่ได้เป็นคำตอบทั้งหมดของชีวิต

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันชื่นชอบพิธีรับปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยในต่างประเทศก็คือ ธรรมเนียมที่ทางมหาวิทยาลัยจะเชิญผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับว่าประสบความสำเร็จในสายงานอาชีพของตนเองมากล่าวสุนทรพจน์ที่เรียกกันว่า Commencement Speech เพื่อเป็นการให้ข้อคิดเตือนใจและเคล็ดลับสู่ความสำเร็จในชีวิตแด่บัณฑิตใหม่ก่อนที่พวกเขาเหล่านั้นจะต้องเดินออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อไปเผชิญโลกกว้างแห่งความเป็นจริงที่ท้าทายยิ่งนัก ที่จริงแล้วบ่อยครั้งเลยทีเดียวที่สุนทรพจน์เหล่านี้ถูกเผยแพร่ในสังคมวงกว้างและนำมาเป็นข้อคิดที่ดีให้คนทั่วไป จนกลายเป็นอีกหน้าของประวัติศาสตร์ ถึงขนาดนิตยสาร Time เคยได้จัดอัดดับ 10 สุดยอด Commencement Speech ไว้ ซึ่งดิฉันจะขออนุญาตนำข้อคิดจากบางส่วนของสุนทรพจน์ของบางท่านมาให้ผู้อ่านได้ลิ้มรสใจความและข้อคิดที่ไม่ว่าใครจะเรียนอะไรมา จะทำงานที่ไหน หรือจะกำลังประสบปัญหาอะไรอยู่ ก็น่าจะสามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้บ้างเป็นแน่

ตัวอย่างแรกคือคำสุนทรพจน์ของท่านประธานาธิบดี John F. Kennedy ที่ได้กล่าว ณ American University เมื่อปี ค.ศ. 1963 มีใจความว่า "Our problems are man-made - therefore, they can be solved by man. And man can be as big as he wants." นั่นหมายความว่า “ปัญหาของพวกเราทุกคนล้วนเป็นปัญหาที่ล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์นั่นเองย่อมต้องสามารถแก้ไขปัญหาที่ตนสร้างขึ้นมาได้ และคนเราจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับใจของเขาที่อยากจะยิ่งใหญ่เพียงใดนั่นเอง”

อีกท่านที่เป็นอีกวีรบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือท่านนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร Winston Churchill ผู้ที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ ณ Harrow School ไว้ว่า "Never give in. Never give in. Never, never, never, never - in nothing, great or small, large or petty - never give in, except to convictions of honor and good sense." ท่านกล่าวสุนทรพจน์นี้ในปี 1941 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่สองพอดี ดิฉันเชื่อว่าท่านคงมิได้ตั้งใจเพียงจะอยากโยงคำกล่าวไปถึงสถานการณ์สงครามโลก แต่ท่านคงอยากเตือนสติให้ “จงอย่ายอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือจะใหญ่ก็จงอย่ายอมแพ้ ยกเว้นว่าการยอมแพ้จะนำพามาซึ่งเกียรติยศและจิตสำนึกที่ถูกต้อง”

อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าประทับใจยิ่ง และสะท้อนถึงหลักการมรณานุสติของ Steve Jobs ได้เป็นอย่างดี ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ที่ Stanford University ในปี คศ. 2005 ว่า "Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma - which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of others' opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition ... Stay hungry, Stay foolish." นั่นหมายความว่า "เวลาของเรามีจำกัด จงอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตของเราตามรอยเท้าของคนอื่น จงอย่าติดยึดกับหลักเกณฑ์ที่คนอื่นตั้งให้ จงอย่าให้เสียงความคิดของคนอื่นกลบเสียงหัวใจของตัวเรา และที่สำคัญที่สุดคือจงกล้าที่จะเดินตามหัวใจและสัญชาตญาณของตัวคุณเอง... จงอยู่อย่างกระหาย และอยู่อย่างโง่เขลาเสมอ" ถึงแม้ว่า Steve Jobs ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่สุนทรพจน์นี้กลับยังคงอยู่ไม่เพียงแต่ในใจของบัณฑิตจาก Stanford แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์ที่อยู่ในใจของคนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

บ่อยครั้งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่บัณฑิตหลายคนยอมรับว่าสิ่งที่เล่าเรียนมาตั้งหลายปีในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นกับไม่ติดอยู่ในโสตประสาทมากเท่ากับข้อคิดที่ได้จาก Commencement Speech นี้เสียอีก น่าสนใจนะคะว่า ณ เวลาที่บัณฑิตทั้งหลายคิดว่าตัวเอง "จบ" แล้ว กลับกลายเป็นห้วงเวลาที่เขาเหล่านั้นได้ถูกเตือนใจว่า เขาได้เรียนบทเรียนบทใหม่ที่มีคุณค่าต่อชีวิตอย่างยิ่งจาก Commencement Speech ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเครื่องตอกย้ำให้บัณฑิตเข้าใจว่าสิ่งที่เราได้เล่าเรียนมานั้นเป็นเพียงเครื่องมือพื้นฐานให้เราเริ่มต้นชีวิต แต่ทุกนาทีที่เรามีชีวิตอยู่นั้นเราสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เสมอ เมื่อไรที่เรามีทัศนคติว่าเรา "จบ" เรามักจะปิดรับความรู้ใหม่ๆ ซึ่งก็เท่ากับการตายของความคิดไปในตัว สมองเราต้องถูกการกระตุ้นด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอถึงแม้ว่าการเรียนรู้หลังจากหลักสูตรในมหาวิทยาลัยนั้นอาจไม่มีใบปริญญาหรือ certificate อะไรให้ก็ตาม

ดิฉันคิดว่าพิธีการรับปริญญาเป็นอีกพิธีหนึ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์ สมควรให้ความสำคัญเพราะกว่าที่แต่ละคนจะได้รับใบปริญญามาได้นั้น ก็ต้องแลกมาด้วยความมุมานะเพียรพยายามเพื่อจะได้มาซึ่งความสำเร็จ แต่ดิฉันอยากฝากกับทุกท่านไว้ว่าสิ่งที่สำคัญไปกว่าการสำเร็จการศึกษา นั้นคือการต้องหมั่นฝึกฝนที่จะต่อยอดเครื่องมือพื้นฐานที่เราได้มาจากการศึกษาในห้องเรียนให้มีประสิทธิภาพและใช้งานได้จริงในชีวิต และนอกจากการต่อยอดแล้วเราต้องไขว่คว้าหาเครื่องมือใหม่ๆ มาทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้านอีกด้วย

ถึงตอนนี้ ทุกท่านคงพอเดาออกแล้วว่าสิ่งที่ดิฉันจะบอกบัณฑิตใหม่ที่คิดว่า "จบเสียที" ในวันสำเร็จการศึกษานั้นคืออะไร สำหรับดิฉัน การศึกษาในชีวิตจริงไม่มีวันจบ เพราะชีวิตที่มีคุณค่าคือการศึกษาอย่างสม่ำเสมอ