วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึงเวลาของ F1

นอกเหนือจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิกและฟุตบอลโลกแล้ว ว่ากันว่า รายการแข่งรถเฟอร์มูล่าวันหรือ F1 ถือเป็นรายการที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกปรารถนา

ใฝ่ฝันที่จะร่วมเป็นหนึ่งในสนามเซอร์กิต มากที่สุดก็ว่าได้

F1 เป็นรายการที่มีผู้ชมทั่วโลกกว่า 500 ล้านคนซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมากๆ สำหรับเอเชียแล้ว F1 เป็นเมกะสปอร์ตที่มีเสน่ห์ดึงดูดให้หลงใหลมากที่สุด ทำให้ภาพพจน์ของประเทศดู “เซ็กซี่” ยิ่งขึ้น และมีพลังดึงดูดสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ณ เวลานี้ ฝันของคนไทยกำลังใกล้จะเป็นจริง เมื่อการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังจะมีชื่อปรากฏบนแผนที่ F1 ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

การพิจารณาตัวอย่างของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์รวมทั้งประเทศอื่นๆ น่าจะเป็นแนวทางและให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยไม่น้อย สำหรับการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพรายการ F1

มาเลเซียสร้างประวัติศาสตร์เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่จัดการแข่งขัน F1 ในปี 2542 และถือเป็นประเทศที่ 2 ในเอเชียต่อจากญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ เรียกว่าล้ำหน้าประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ในเอเชียอย่างจีน เกาหลีใต้ อินเดีย รวมทั้งสิงคโปร์และรัสเซีย นอกจากนี้ มาเลเซียก็ได้ชื่อว่าเป็นประเทศมุสลิมประเทศแรกที่จัดรายการแข่งขันความเร็ว F1 เปิดทางให้ประเทศมุสลิมอื่นๆ อย่างบาห์เรน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เจริญรอยตามในเวลาต่อมา

ความสำเร็จของมาเลเซียดังกล่าวยากจะเกิดขึ้นได้ หากไม่ใช่เป็นเพราะวิสัยทัศน์และแรงสนับสนุนอย่างเต็มสูบของอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.มหาเดร์ โมฮัมหมัด ผู้วางวิสัยทัศน์ “2020” ให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563

ภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว ดร.มหาเดร์ ต้องการสร้างความทันสมัยให้แก่ประเทศเพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า มาเลเซียยอดเยี่ยมในหลายๆ ด้านเทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ และปลูกฝังความคิดตามแนว นโยบายหรือม๊อตโต “มาเลเซียทำได้”

ภายใต้วิสัยทัศน์และความทะเยอทะยานของ ดร.มหาเดร์ มาเลเซียสร้างตึกแฝดปิโตรนาสที่สูงที่สุด

ในโลก สร้างสนามบินกัวลาลัมเปอร์ขนาดใหญ่ สร้างสะพานปีนังขนาดยาวติดอันดับ สร้างเมืองราชการที่มีพื้นที่กว้างขวาง สร้างแบรนด์รถยนต์ประจำชาติ รวมทั้งผลักดันให้คนมาเลเซียเป็นชาติแรกในอาเซียนที่พิชิตยอดเขาเอฟเวอเรสต์

ด้วยสายตาที่กว้างไกล ดร.มหาเดร์มองเห็นศักยภาพของการแข่งขัน F1 และเชื่อว่า F1 จะทำให้โลกเห็นศักยภาพของมาเลเซียจริงๆ ด้วยเหตุนี้ จึงออกแรงผลักแรงดันจนทำให้มาเลเซียจัดแข่ง F1 ตั้งแต่ปี 2542 ติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ ทำให้คนมาเลเซียมีความมั่นใจและรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จหลายๆ ด้าน

ห่างออกไปเพียงแค่ 300 กิโลเมตรคือที่ตั้งของประเทศสิงคโปร์ คู่รักคู่แค้นและคู่แข่งตลอดกาลของมาเลเซีย

สิงคโปร์เกาะเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความมั่งคั่งทั้งโภคทรัพย์และไอเดีย ถึงแม้จะเปิดตัวหลังมาเลเซียกว่า 9 ปี แต่สิงคโปร์เซอร์กิตกลับมีเสน่ห์มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นกว่ามาเลเซียเซอร์กิตชนิดที่ว่าผู้นำมาเลเซียต้องอิจฉา

เล่ากันว่า ในการเสนอตัวเพื่อขอจัด F-1 นั้น ทีมงานของสิงคโปร์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอดีตนายกรัฐมนตรีลีกวนยูอย่างเต็มที่ ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องการจัดการแข่งขันในช่วงเวลากลางคืนเลย เพียงแต่เสนอขอจัดแบบ street circuits หรือบนถนนในเมืองเหมือนเช่นสนามโมนาโก

แต่เหมือนโชคช่วย เมื่อบอสใหญ่ของ F1 คือ เบอร์นี เอ็คเคิลสโตนจุดประกายและเสนอให้สิงคโปร์จัดแข่งขันในช่วงเวลากลางคืน ด้วยเหตุผลทางธุรกิจเป็นสำคัญ เนื่องจากฐานของผู้ชมรายการนี้ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป หากจัดแข่งขันในช่วงเวลากลางคืนในสิงคโปร์ก็จะตรงกับช่วงบ่ายๆ ในยุโรปที่ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด

ต้องยอมรับว่า รายการ F1 ที่สิงคโปร์นั้นถือว่าโดดเด่นมากเป็นพิเศษ หนึ่ง ถือเป็นรายการแรก (และเพียงรายการเดียว) ในประวัติศาสตร์ของการแข่งขัน F1 ที่จัดแข่งขันในเวลากลางคืน สอง ถือเป็นการแข่งขันบนท้องถนนสนามแรกในเอเชีย และ สาม สิงคโปร์เซอร์กิตเป็นสนาม F1 เพียงแห่งเดียวในเอเชียที่ใช้ระบบขับทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งถือเป็นงานยากแต่ท้าทายสำหรับนักขับ

ตั้งแต่แรกเริ่ม สิงคโปร์วางตำแหน่งให้เป็น “โมนาโกแห่งเอเชีย” การจัดการแข่งขันในเวลากลาง คืนของสิงคโปร์ พูดได้ว่าสมบูรณ์ลงตัวมากๆ สำหรับทั้งนักขับ ผู้ชมขอบสนามและผู้ดูทางบ้าน ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นสนามที่มีเสน่ห์มากๆ และเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักขับ เพราะถือเป็นความท้าทายที่ต้องแข่งกลางคืน (ถึงแม้จะมีไฟที่สว่างจ้าเหมือนเช่นกลางวันก็ตาม)

ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะเริ่มต้นช้ากว่ามาเลเซียเกือบหนึ่งทศวรรษ แต่ปัจจุบันและอนาคตของสิงคโปร์เซอร์กิตกลับสดใสยิ่งกว่า ว่ากันว่า โอกาสที่มาเลเซียจะได้รับการต่อสัญญาและมีโอกาสจัดแข่ง F1 หลังปี 2558 มีน้อยมากถึงแม้ดร.มหาเดร์จะออกโรงผลักดันด้วยตนเองก็ตาม ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า สนามเซปังเซอร์กิตที่ใกล้สนามบินเริ่มหมดมนต์ขลัง นอกจากนี้ การได้รับเลือกให้เป็นสังเวียนประลองความเร็วติดต่อ กันมายาวนานถึง 16 ปีก็นับว่านานเกินเพียงพอแล้ว กอปรกับคนมาเลเซียเริ่มให้ความสนใจรายการนี้น้อยลงๆ อนาคตของมาเลเซียเซอร์กิตจึงอยู่ในช่วงขาลงที่คนมาเลเซียต้องทำใจรับสภาพ

แต่ในขณะที่สิงคโปร์มีโอกาสสูงมากที่จะได้ต่อสัญญาภายหลังปี 2560 ตราบเท่าที่ไม่มีคู่แข่งที่มีจุดเด่นจุดขายในระดับระนาบเดียวกัน นอกจากนี้ สิงคโปร์ (จะ) เป็นแหล่งระดมทุน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ของบริษัท CVC Capital Partners ผู้ถือหุ้นใหญ่ในฟอร์มูล่าวัน ก็ยิ่งทำให้โอกาสของสิงคโปร์ในระยะยาวมีมากขึ้นตามไปด้วย

ในกรณีของประเทศไทยนั้น สิ่งแรกที่ควรต้องกล่าวถึงก็คือ ประเทศไทยจะมีโอกาสได้รับเลือกให้เป็นสนาม F1 ในปี 2558 ตามที่ กกท.ระบุไว้หรือไม่?

โดยข้อเท็จจริงแล้ว ต้องยอมรับว่า มีโอกาสเป็นไปได้น้อยที่จะเห็นมาเลเซีย สิงคโปร์และไทยถูกบรรจุอยู่ในตารางการแข่งขันประจำปี 2558 พร้อมๆ กันทั้ง 3 ประเทศ เพราะอาเซียนเล็กเกินกว่าที่จะมี 3 เซอร์กิตในปีเดียวกัน แตกต่างจากเอเชียตะวันออก เนื่องจากญี่ปุ่น จีนและเกาหลีใต้ล้วนแต่เป็นประเทศใหญ่ที่มีศักยภาพสูงกว่ามาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีโอกาสเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยจะได้รับการพิจารณาให้เป็นหนึ่งในสนามแข่งในปี 2559 หลังจากที่หมดยุคของมาเลเซียแล้ว

ปัญหาต่อมาก็คือว่า ข้อเสนอของฝ่ายไทยนั้น ถือว่า unique หรือมีคุณลักษณะพิเศษที่โดดเด่นแล้วหรือยัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเรายึดแนวทางจัดการแข่งขันแบบ city race หรือบนถนนในเมืองแล้ว เรามีเสน่ห์ความโดดเด่นเทียบเท่าโมนาโกหรือสิงคโปร์หรือไม่

แน่นอนที่สุดว่า หากเส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์ได้รับเลือกให้เป็นสนามแข่ง F1 จริง ผู้ชมทั่วโลกก็จะเห็นภาพวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ไทย โดดเด่นยิ่งกว่าสถาปัตยกรรมยุคใหม่บริเวณอ่าวมารีน่าของสิงคโปร์เป็นไหนๆ

แต่ในมุมมองของนักขับแล้ว เส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์อาจจะไม่ได้มีลักษณะที่พิเศษมากๆ หรือแตกต่างจากโมนาโกและสิงคโปร์จนเรียกว่าเป็นความท้าทายก็ได้

ณ เวลานี้ ดูเหมือนว่าโอกาสความเป็นไปได้ของเส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์จะลดน้อยลงตาม ลำดับ เนื่องจากเสียงคัดค้านที่ดังขึ้นของผู้อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว มิพักต้องพูดถึงตัวเลือกที่สองที่สามอย่างบริเวณศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะและเมืองทองธานี ที่หาความโดดเด่นหรือเสน่ห์ได้ยาก

สิ่งที่ทางกกท.และรัฐบาลรวมทั้งภาคเอกชนจะต้องพิถีพิถันมากเป็นพิเศษก็คือ การพิจารณาเลือกเส้นทางที่มีลักษณะ unique หรือโดดเด่นแตกต่างจากทุกๆ สนามเซอร์กิตทั่วโลก ต้องถูกใจทั้งในมุมมองของนักขับและผู้ชมข้างสนาม และต้องเป็นสนามที่มีคุณสมบัติ 3 เอสครบถ้วนสำหรับนักขับ นั่นคือ ความเร็ว (speed) ความชำนาญ (skill) และความปลอดภัย (safety)

ข้อเสนอหนึ่งที่จะทำให้ไทยแลนด์กรังด์ปรีซ์ มีเอกลักษณ์พิเศษที่เรียกว่าท้าทายสำหรับบรรดานักขับนักแข่งชั้นเซียนก็คือ การพิจารณาเส้นทางบริเวณ (หน้า) สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ

หนึ่ง จุดเด่นหนึ่งของสนามสุวรรณภูมิก็คือทางยกระดับ (ระยะสั้นๆ) หากสามารถปรับแต่งให้เข้ากับมาตรฐานเซอร์กิต F1 แล้ว ก็จะทำให้สุวรรณภูมิเซอร์กิตมีความโดดเด่นมากๆ เพราะจะเป็นสนามแรกและสนามเดียวในโลกF1 ที่วิ่งบนทางด่วนหรือทางยกระดับ เรียกว่าเป็นการสร้างจุดขายหรือเอกลักษณ์ของสนามสุวรรณภูมิ เหมือนเช่นการขับลอดอุโมงค์ความยาว 670 เมตรซึ่งถือเป็นไฮไลต์ของโมนาโกกรังปรีซ์ หรือการขับแข่งบนเส้นทางตรงที่ยาวมากๆ และมีลักษณะเป็นเนินเขาของสนามเดอ สปา-ฟรองโกชองในเบลเยี่ยม

ถึงแม้ว่า ทั้งสองเซอร์กิตจะได้ชื่อว่าอันตรายมากๆ เมื่อเทียบกับสนามอื่นๆ ทั่วโลก แต่เป็นสนามที่มีเสน่ห์และนักขับชื่นชอบ เพราะเต็มไปด้วยความท้าทาย เป็นสนามสร้างเซียน เฉพาะนักขับที่เก่งจริงๆ จึงจะสามารถชนะได้ ว่ากันในทางเทคนิคแล้ว การประยุกต์ใช้ทางยกระดับเป็นสนามแข่ง ถือว่ามีอันตราย (ต่อนักขับ) น้อยกว่าทั้งสองสนามหากมีการพิจารณาออกแบบอย่างพิถีพิถันที่สุด

เพราะฉะนั้นแล้ว จะทำอย่างไรให้สุวรรณภูมิเซอร์กิตเป็นความฝันความท้าทายสำหรับนักขับเช่นเดียวกับสนามโมนาโก ทำให้สุวรรณภูมิเซอร์กิตเป็นสนามที่มีครบทุกอย่างและมีในสิ่งที่สนามอื่นๆ ยังไม่มี

นับตั้งแต่การแข่งขันกลางคืน การขับทวนเข็มนาฬิกา ผ่านทางยกระดับ ทางแคบๆ ทางเลี้ยวหักศอก 90 องศารวมทั้งการสร้างอุโมงค์เพิ่มเติมก็สามารถทำได้ เพื่อทำให้สนามสุวรรณภูมิมีลักษณะ unique จริงๆ

ทั้งนี้ การลงทุนปรับเพิ่มสนามแข่งสุวรรณภูมินี้ถือว่ามีความคุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ เพราะสามารถเปิดใช้ได้ตลอดทั้งปีในช่วงเวลาอื่นๆ นอกตารางการแข่งขัน และจะเป็นการเพิ่มเสน่ห์ให้กับสนามบินสุวรรณภูมิไปในตัวด้วย

สอง นอกเหนือจากเส้นทางรอบเกาะรัตนโกสินทร์แล้ว สนามสุวรรณภูมิน่าจะมีเสน่ห์มากกว่าตัว เลือกอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด บริเวณสนามบินมีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะปรับสภาพให้เป็นเซอร์กิตชั่วคราวสำหรับ F1 ได้ ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องเสียงอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน ก็ควรจะจัดงานมอเตอร์โชว์ที่ไบเทคบางนา (ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามบิน) ให้สอดคล้องเป็นธีมเดียวกับ F1 เพื่อโปรโมตเทคโนโลยียานยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุด ตอกย้ำความเป็นดีทรอยต์แห่งเอเชีย หรือศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วย

นอกจากนี้ ด้วยศักยภาพของแอร์พอร์ตลิงค์ ทำให้การคมนาคมขนส่งระหว่างใจกลางมหานครและสนามแข่งสะดวกมากๆ รวมทั้งจุดขายทางวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวและบรรยากาศยามค่ำคืนที่ไม่เคยหลับใหลของมหานครกรุงเทพฯ (ที่จังหวัดอื่นๆ ไม่มี) ค่าครองชีพที่ถูกกว่าเมืองที่จัด F1 ในประเทศอื่นๆ ย่อมเป็นจุดเด่นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชม F1 ได้เป็นจำนวนหลักแสน (ตลอดช่วงระยะเวลา 1-2 เดือน) โดยเฉพาะนักธุรกิจระดับโลกที่จะถือโอกาสนัดมาพบปะเจรจาบรรลุดีลต่างๆ ในช่วงเทศกาล F1 บันลือโลกนี้

ทั้งนี้ การปรับเส้นทางยกระดับและเส้นทางอื่นๆ บริเวณด้านหน้าของสนามบินเพื่อใช้เป็นสนาม แข่งขัน (ชั่วคราว) นั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบหรือขัดต่อกฎเกณฑ์ขององค์กรการบินระหว่างประเทศ เนื่อง จากเป็นการปิดเฉพาะเส้นทางบางส่วนเท่านั้น การเดินทางไปสนามบินยังสามารถทำได้ตามปกติทั้งในเส้น ทางรถยนต์และแอร์พอร์ตลิ้งค์

กล่าวได้ว่า การได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสนาม F1 ย่อมมีคุณค่ามีประโยชน์อย่างแน่นอนทั้งในทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ภาพพจน์ของประเทศตลอดจนผลทางจิตวิทยาที่มีต่อคนในประเทศ

โอกาสของประเทศไทยได้มาถึงแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ณ เวลานี้ ทีม Red Bull ที่มีเซบาสเตียน เวทเทลแชมป์โลก 3 สมัยอยู่ในสังกัด ถือเป็น “ทุนแบรนด์” ที่สามารถสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทย อย่างชนิดที่มาเลเซียและสิงคโปร์ต้องอิจฉา