การคิดเป็นเรื่องปรกติของมนุษย์ แต่การยกระดับการคิดในชีวิตประจำวันให้สามารถคิดได้สลับซับซ้อนมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตการทำงาน
หรือชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่มีหลายมิติซ้อนทันกันอยู่เป็นเรื่องของรัฐและสังคม
การศึกษาพื้นฐานที่รัฐทุกรัฐสร้างขึ้นมาเป็นการสร้างกลไกรัฐในด้านของการยกระดับการคิดของนักเรียนให้ก้าวข้ามการคิดในชีวิตประจำวัน แน่นอนว่าหน้าที่อีกด้านหนึ่งของการศึกษาพื้นฐาน ได้แก่ การสร้างคุณลักษณะของพลเมืองในแบบที่รัฐต้องการ แต่อีกด้านหนึ่ง ก็คือ กระบวนการทำให้การคิดของนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปให้ได้
วิชาทุกวิชาที่สอนกันในการศึกษาพื้นฐานจึงเป็นวิชาที่สามารถส่งเสริมการคิดของนักศึกษาให้ผนวก/ประยุกต์/ดึงเอาการคิดในชีวิตประจำวันให้ขยับไปสู่การคิดในเรื่องที่เป็นนามธรรมมากขึ้น ผมย้ำว่าทุกวิชานะครับ วิชาประวัติศาสตร์หรือศีลธรรมที่นักเรียนทุกคนในสังคมคิดว่าเป็นวิชาท่องจำที่น่าเบื่อหน่ายแต่หากผู้สอนเข้าใจหลักการวิธีคิดของประวัติศาสตร์ก็สามารถจะสอนให้นักเรียนคิดได้และจะเอื้อให้คิดได้ดีเสียด้วยซ้ำไป
การสอนให้เกิดการคิดเริ่มต้นจากการทำให้นักเรียนมองเห็นว่า "คำถาม" หรือ “ปัญหา” คืออะไร ในแต่ละระดับชั้นย่อมมีความซับซ้อนยากง่ายของ “ปัญหา” ไม่เหมือนกัน จากการทำให้นักเรียนเห็นและเข้าใจในตัว “ปัญหา” ด้วยการแสดงให้เห็นว่าหากเราสามารถอธิบาย “ปัญหา” นั้นแล้ว เราจะมองต่อไปในสิ่งใดที่สำคัญมากขึ้น จากนั้นก็เริ่มต้นได้ด้วยการชี้ให้เห็นว่า “ข้อมูล” ที่เกี่ยวข้องกับ "ปัญหา" นั้นมีอะไรบ้าง และหากจะตอบคำถามนั้น จะต้องมองหา “ข้อมูล” อะไรเพิ่มเติม
กระบวนการชี้ให้เห็นว่า “ข้อมูล” ที่เกี่ยวข้องนั้นมันเกี่ยวกันอย่างไร ก็คือ การแสดงให้เห็นถึงการสร้าง/จินตนาการให้นักเรียนได้เห็นถึง “สายสัมพันธ์” ของข้อมูลปลีกๆ ชุดหนึ่งที่เมื่อนำมาสัมพันธ์กันแล้วก็จะทำให้เกิดความเข้าใจใหม่หรือทำให้เกิด “ความหมายใหม่” ขึ้นมา
การทำให้นักเรียนสามารถสร้างหรืออย่างน้อยก็รับรู้ว่า “สายสัมพันธ์” ของข้อมูลปลีกๆ ชุดหนึ่งทำให้เกิด "ปรากฏการณ์" เกิดขึ้นลักษณะหนึ่งที่ย่อมแตกต่างไปจากการเชื่อม “สายสัมพันธ์” กับข้อมูลชุดอื่น (เช่น การผสมโปตัสเซียมกับกำมะถันแดงเข้าด้วยกันอย่างแผ่วเบาจะมีผลทางเคมีแตกต่างไปจากเอากำมะถันแดงผสมกับขี้แมว เป็นต้น : ขอโทษนะครับสำหรับตัวอย่างที่ไม่ดีอันนี้ เผอิญเป็นความรู้เคมีชุดเดียวที่เหลืออยู่ในความทรงจำและเมื่อต้องหยิบมาใช้ในทันทีนั้น ก็มีอยู่แค่นี้ ความรู้เคมีเรื่องนี้นักเรียนช่างกลรุ่นราวคราวเดียวกับผมน่าจะรู้ทุกคนกระมังครับ)
การคิดที่สลับซับซ้อนมากขึ้นตามอายุของนักเรียนและชั้นเรียน ก็คือ การขยับมิติของการเชื่อมโยง “สายสัมพันธ์” ของข้อมูลให้มีลึกซึ้งซับซ้อนมากขึ้น และทำให้มองเห็น “ข้อมูล” ชุดเดิมในมุมมองที่แตกต่างออกไป
กระบวนการการเรียนการสอนในแต่ละวิชาสามารถที่จะทำให้นักเรียนมองเห็น “สายสัมพันธ์” ของข้อมูลปลีกๆ ชุดหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะรายวิชาทุกวิชาก็ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการสร้างจินตนาการ “เชื่อมโยง” ข้อมูลปลีกๆ เฉพาะของวิชานั้นๆ
ปัญหาสำคัญที่ทำให้ปลัดกระทรวงศึกษาต้องผลักดันเอาวิชา “หมากรุก” เข้ามาสู่โรงเรียนก็เพราะว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนไม่สามารถทำให้การสอนในแต่ละรายวิชานั้นทำให้นักเรียนสร้างจินตนาการ “เชื่อมโยง” ข้อมูลในรายวิชานั้นได้ ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจได้ว่าเรียนวิชานั้นๆ แล้วจะนำไปสู่ความเข้าใจอะไรบ้างที่กว้างขวางมากกว่าเดิม
แม้ว่าครูในการศึกษาระบบโรงเรียนปรารถนาจะแก้ไขการเรียนการสอนของตนก็ไม่สามารถที่จะทำได้อย่างเป็นอิสระ เพราะการสอบเรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปก็จะพบข้อสอบที่ไม่ได้เน้นจินตนาการเชื่อมโยงอะไร การสอบเพื่อเข้าสู่การศึกษาอุดมศึกษาก็เป็นการสอบที่ไม่ได้คิดจะวัดจินตนาการเชื่อมโยงอะไร สองสามปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในภาคเหนือแห่งหนึ่งออกข้อสอบสังคมศาสตร์เข้ามหาวิทยาลัยหลายข้อด้วยการให้แปลภาษาบาลี ดังนั้น ครูในโรงเรียนและสถานกวดวิชาทั้งหลายก็จะเน้นวิชาว่าด้วยทักษะการกาข้อสอบเท่านั้นเอง หากจะมีจินตนาการอยู่บ้างก็ค่อนข้างเหลวไหล (เลื่อนเปื้อน ไม่ได้สติ) เช่น ข้อสอบทำนองที่ว่าหากมีอารมณ์ทางเพศแล้วควรจะทำอะไร เป็นต้น
แต่ไม่ใช่ว่าครูทั้งหมดพยายามที่จะแก้ไขการสอน ผมพบว่าครูส่วนใหญ่จะเลือกแนวทางที่ง่ายกว่าและไม่ก่อผลเสียต่อใครรวมทั้งต่อตัวครูเอง ก็คือ สอนไปตามที่กระทรวงศึกษากำหนดไว้ ไม่ต้องคิดขวนขวายหาหนังสือจากต่างประเทศดีๆ มาอ่านหรือจับกลุ่มปรึกษาหารือเพื่อพัฒนานักเรียนอย่างจริงๆ เพราะกิจกรรมที่ครูควรทำเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับเกณฑ์การวัดความดีความชอบของโรงเรียนและระบบการศึกษาไทย
ด้วยความที่เกณฑ์วัดความดีความชอบไม่สามารถวัดความพยายามของครูในการแสวงหาแนวทางในการสร้างจินตนาการให้แก่นักศึกษา จึงทำให้บรรยากาศของการแสวงหาความรู้และแนวทางการสอนที่ให้นักเรียนฉลาดขึ้นจึงเป็นเรื่องประหลาดไป แม้กระทั้ง ในการศึกษาระดับอุดมศึกษา อาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งบอกว่าหากตัวท่านพยายามจะทำวิจัยหรือชวนคุยวิชาการกับเพื่อนอาจารย์ ก็จะพบกับความแปลกแยกและเฉยชา จนท่านต้องกลับมาถกเรื่องสัพเพเหระเพื่อรักษาเพื่อนเอาไว้ อีกท่านหนึ่งที่เชี่ยวชาญงานวิจัยถึงกับกล่าวทำนองว่าหากครูที่มีหน้าที่สอนครูไม่ฉลาดแล้ว ครูทั่วไปจะฉลาดได้อย่างไร
สิ่งที่ “รู้” ในโรงเรียนจึงเป็นความรู้ที่อยู่นอกตัวนักเรียน ความรู้จึงเหมือนกับ “ไขควง” ที่หวังว่าหากวันใดจะใช้ไขสกรูก็ไปหยิบมาใช้ “ความรู้” และการแสวงหา “ความรู้” ด้วยการ “คิด” จึงไม่ฝังเข้าไปในระบบสมองของนักเรียน ทั้งๆ ที่ “ความรู้” ทั้งหมดต้องเข้าไปอยู่ในสมองนักเรียนเพื่อที่นักเรียนจะได้ใช้ความรู้นั้นไปอธิบายหรือใช้ไปการทำความเข้าใจสรรพสิ่งรอบตัวของเขา






