หลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาปะทุเมื่อกลางปี 2551 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่นั่นซึ่งเชื่อมโยงกันกับยุโรปและลุกลามไปเกือบทั่วโลก
นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่ามันเป็นวิกฤติที่ร้ายแรงรองลงมาจากวิกฤติครั้งใหญ่ที่เกิดหลังปี 2472 เมื่อตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกาล่ม บางคนเรียกวิกฤติครั้งหลังนี้ว่า The Great Recession และบางคนเรียกว่า The Lesser Depression เพื่อให้สะท้อนการประเมินที่ว่าผลร้ายของมันต่ำกว่าของวิกฤติครั้งก่อนซึ่งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์และเรียกกันว่า The Great Depression
เนื่องจากในสมัยนี้คอมพิวเตอร์ช่วยให้ทำอะไร ได้อย่างรวดเร็ว ฉะนั้น ไม่นานหลังเกิดวิกฤติ ทั้งนักเศรษฐศาสตร์และผู้อยู่ในวงการสื่อจึงผลิตหนังสือออกมาอธิบายจากมุมมองต่างๆ อย่างรวดเร็ว ในจำนวนหนังสือหลายโหล เล่มหนึ่งซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปีนี้มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากยกย่องว่าครอบคลุมหลายแง่มุมและวิเคราะห์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ผู้เขียนหนังสือชื่อ อลัน บลินเดอร์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์อยู่ในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันและเคยเป็นรองประธานคณะกรรมการธนาคารกลางของอเมริกา หนังสือของเขาชื่อ After the Music Stopped : The Financial Crisis, the Response, and the Work Ahead
ผู้เขียนมองว่า วิกฤติเกิดจากความผิดพลาดและความฉ้อฉลในภาคเอกชนทั้งในระดับบุคคลและในระดับบริษัท เสริมด้วยการปฏิเสธของภาครัฐที่จะเข้าไปทำอะไรในตอนเริ่มต้น เมื่อรัฐบาลกระโดดเข้าไปก็ทำได้ไม่ดีเท่าที่ควรเนื่องจากเกิดการต่อต้านประกอบกับความไม่เต็มใจที่จะลงโทษผู้บริหารของบริษัทที่สร้างปัญหา เขาประเมินว่า เมื่อมองโดยรวมแล้ว รัฐบาลอเมริกันสอบตกและเสนอว่าต่อไปควรจะทำอะไรบ้าง
เป็นธรรมดาของวงการหนังสือในอเมริกา เมื่อมีหนังสือด้านใดด้านหนึ่งพิมพ์ออกมา การวิพากษ์วิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นก็จะตามมาในเวลาอันสั้น บทวิจารณ์เหล่านั้นมักพิมพ์ออกมาตามหน้าหนังสือพิมพ์และในเว็บไซต์ต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีบทหนึ่งซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาในวารสาร Foreign Affairs ประจำเดือนกรกฎาคม/สิงหาคมนี้ โดยศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียชื่อ เจ. แบรดฟอร์ด เดอลอง ผู้วิจารณ์มองว่าผู้เขียนวิเคราะห์สถานการณ์ได้ดีที่สุดเมื่อเปรียบกับหนังสือเกี่ยวกับวิกฤติครั้งนี้ที่เขียนออกมา อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ผู้เขียนมองสภาพเศรษฐกิจของอเมริกาในแง่ดีมากเกินไปจากสองด้าน นั่นคือ มองว่าวิกฤติร้ายแรงน้อยกว่าความเป็นจริง และมองว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นคืนสู่สภาพเดิมอย่างจริงจังแล้ว
ผู้วิจารณ์มองว่าวิกฤติครั้งนี้ร้ายแรงไม่ต่ำกว่าครั้งที่เกิดขึ้นหลังปี 2472 เขามองว่าเศรษฐกิจของอเมริกายังไม่ฟื้นจริงๆ และน่าจะอยู่ในภาวะซบเซาต่อไปถึงหนึ่ง หรืออาจถึงสองทศวรรษก็ได้ ส่วนทางด้านยุโรป 6 ปีหลังจากเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจยังอยู่ในสภาพซบเซาสูงกว่าในช่วงเวลา 6 ปีหลังเกิดวิกฤติใหญ่หลวงในช่วง 2472-2478 เขานำข้อมูลหลายอย่างมาสนับสนุนข้อสรุปของเขา เนื่องจากเวลาได้ผ่านไปนับเดือนก่อนที่บทวิจารณ์ของศาสตราจารย์เดอลองจะพิมพ์ออกมาในวารสารดังกล่าว เราอาจมองดูว่าข้อมูลที่สะท้อนเหตุการณ์ล่าสุดสนับสนุน หรือแย้งข้อสรุปของเขา ปรากฏว่าข้อมูลที่พิมพ์ออกมาตามสื่อต่างๆ ในช่วงหลังนี้สนับสนุนมากกว่าแย้งเขา
ในเบื้องแรก สภาพเศรษฐกิจในอเมริกามองเผินๆ แล้วดูเสมือนว่ากำลังฟื้นคืนชีพจริงๆ แต่อัตราการว่างงานยังสูงถึงเกือบ 8% และเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า กว่า 25% ของเด็กอเมริกันยังขาดอาหารจนต้องไปขอรับความช่วยเหลือจากรัฐ จำนวนมากได้รับความช่วยเหลือผ่านโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนซึ่งต้องเพิ่มเป็นครบ 3 มื้อ ตอนนี้เป็นช่วงที่โรงเรียนปิดภาคฤดูร้อน เด็กเหล่านั้นขาดแคลนอาหารอย่างสาหัส ส่งผลให้เกิดโครงการจำพวกนำอาหารไปแจกจ่ายให้เด็กถึงบ้านในย่านยากจน ส่วนในยุโรป อัตราการว่างงานใน 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรเพิ่มขึ้นไปถึงกว่า 12% ในขณะที่อัตราในสเปนขึ้นไปถึง 26.9% (56.5% สำหรับคนหนุ่มสาวอายุ 15-24 ปี) และกรีซขึ้นไปถึง 26.8% (59.2% สำหรับคนหนุ่มสาวอายุ 15-24 ปี) อัตราการว่างงานในระดับนี้มีแต่เสียกับเสีย ส่วนโปรตุเกสล้มละลายและได้รับความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่ตอนนี้มีแนวโน้มว่าปัญหาได้กลับมาอีก
ศาสตราจารย์เดอลองเห็นพ้องกับนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำหลายคนว่า ถึงเวลาที่จะต้องยกเครื่องวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักครั้งใหญ่เนื่องจากนโยบายจากตำราที่เรียนกันมานั้นใช้ไม่ค่อยได้ผลแล้ว อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้มิได้จำกัดอยู่ที่วิชาเศรษฐศาสตร์เท่านั้น หากยังเกี่ยวเนื่องไปถึงสภาพทางการเมืองและสังคมอีกด้วย ปัญหาหนึ่งซึ่งทำให้นโยบายด้านเศรษฐศาสตร์ดำเนินไปไม่ได้ตามที่ควรจะเป็นเพราะมันถูกปิดกั้นด้วยกระบวนการทางเมืองซึ่งอยู่ในกำมือของกลุ่มคนรวย บริษัทขนาดยักษ์ทั้งในและนอกวงการเงินสามารถยับยั้งนโยบายหลายๆ อย่างได้เนื่องจากพวกเขาเข้าถึงนักการเมืองที่คุมกุญแจสำคัญของด้านนโยบายต่างๆ นอกจากนั้น ยังมีเรื่องความถดถอยทางศีลธรรมจรรยาเข้ามาสร้างปัญหาอีกด้วย (คอลัมน์นี้ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ได้อ้างถึงเรื่องโจเซฟ สติกลิตซ์ เรียกสังคมอเมริกันว่าตกอยู่ในภาวะ “การขาดดุลทางศีลธรรมจรรยา” ไว้ในหนังสือชื่อ Freefall: America, Free Markets, and the Sinking of the World Economy)
ทั้งหลายทั้งปวงที่อ้างถึงนั้นเมื่อนำมารวมกันน่าจะบ่งชี้ว่า ปัญหาสลับซับซ้อนเกินกว่าที่วิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเพียงอย่างเดียวจะแก้ได้ คอลัมน์นี้จึงย้ำเสมอว่า ปัญหาจะยืดเยื้อต่อไปอีกนาน ฉะนั้น ไม่ว่าจะทำอะไรในช่วงนี้ควรตระหนักเรื่องความเสี่ยงให้มากเป็นพิเศษ






