ความรับผิดของบริษัทแม่ต่อหนี้สินของบริษัทย่อย

ความรับผิดของบริษัทแม่ต่อหนี้สินของบริษัทย่อย

หลักการสำคัญประการหนึ่งของการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท คือ การที่กฎหมายกำหนดให้บริษัทนั้นมีสถานะเป็น “นิติบุคคล” แยกต่างหากจากกรรมการ

และผู้ถือหุ้นของบริษัท และทำให้บริษัทสามารถกระทำการต่างๆ ได้ในนามของตนเอง รวมทั้งการฟ้องและถูกฟ้องด้วย ความเป็นนิติบุคคลดังกล่าวจึงทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันของบริษัทจากการที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทรวมถึงเจ้าหนี้ของผู้ถือหุ้นของบริษัทจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสินทรัพย์ของบริษัท ในขณะเดียวกัน “ความเป็นนิติบุคคล” แยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นของบริษัทก็เป็นเกราะป้องกันเจ้าหนี้ของบริษัทในการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสินทรัพย์ของผู้ถือหุ้นอีกด้วย “ความเป็นนิติบุคคล” ดังกล่าวจึงก่อให้เกิดหลัก “ความรับผิดอย่างจำกัด (limited liability)” ของผู้ถือหุ้นต่อหนี้สินของบริษัท ในทางเศรษฐกิจ หลักความเป็นนิติบุคคลและหลักความรับผิดอย่างจำกัดจึงเป็นนวัตกรรมทางกฎหมายที่สำคัญในการจัดสรรการลงทุนและการกระจายความเสี่ยงได้เป็นอย่างดียิ่ง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การยึดถือรูปแบบองค์กรโดยเคร่งครัดก็อาจนำมาซึ่งความไม่มีประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจได้ เนื่องจากหลักความเป็นนิติบุคคลดังกล่าวได้ถูกแก้ไขโดยสัญญา หรือโดยการกระจายการลงทุนและการจัดสรรทรัพยากรในกระบวนการผลิตในลักษณะของบริษัทแม่-บริษัทย่อย ในบริบทของประสิทธิภาพอาจพิจารณาได้ว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงและการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ในขณะเดียวกัน ในบริบทกฎหมายย่อมหมายความว่าหลักความเป็นนิติบุคคลนั้นไม่ได้ถูกยึดถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดอีกต่อไป เนื่องจาก “บริษัทแม่” ในฐานะ “ผู้ถือหุ้น” ของบริษัทย่อย/บริษัทลูก ได้เข้ามามีบทบาทในบริษัทลูกมากกว่าการเป็นแต่เพียงผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังปรากฏว่าได้มีการใช้โครงสร้างความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นและหลักความรับผิดจำกัดโดยบิดเบือนเพื่อหลีกเลี่ยงภาระความรับผิดต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น ในหลายๆ ประเทศจึงได้มีการพัฒนา “หลักความรับผิดโดยไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคล” หรือ “หลักการเจาะม่านนิติบุคคล” (Piercing the corporate veil) ขึ้นมา ทั้งที่พัฒนาจากคำพิพากษาของศาลหรือในกรณีที่เป็นการตรากฎหมายใหม่ขึ้นโดยเฉพาะ อาทิ ความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยสิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (CERCLA) หรือกฎหมายที่กำหนดความรับผิดของบริษัทในเครือของเยอรมนี (Konzernrecht, Aktiengesetz) เป็นต้น ซึ่งภายใต้หลักความรับผิดโดยไม่คำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลดังกล่าวหมายความว่าเจ้าหนี้ของบริษัทอาจบังคับชำระหนี้ทางแพ่งเอาจากสินทรัพย์ของผู้ถือหุ้นได้ โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากระหว่างบริษัทและผู้ถือหุ้น

โดยศาลของสหรัฐอเมริกาและเยอรมนีได้วางหลักการเจาะม่านนิติบุคคลที่มีความคล้ายคลึงกันหลายประการ กล่าวคือ

1) เป็นการพัฒนาจากหลักความยุติธรรมโดยคำพิพากษาของศาล

2) เป็นข้อยกเว้นของหลักความรับผิดจำกัดและหลักความเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น

3) มีกลฉ้อฉลเกิดขึ้น

4) มีการใช้บริษัทเสมือนเป็นตัวแทนหรือหุ่นเชิด ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ถือหุ้นต้องมีการควบคุมการบริหารงานแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

5) บริษัทนั้นมีทุนจดทะเบียนหรือทุนหมุนเวียนน้อยเกินสมควรต่อการประกอบธุรกิจ หรือมีการให้ทรัพย์สินของตนระคนกับของบริษัทหรือการไม่คำนึงถึงรูปแบบของบริษัท เป็นต้น

ในกรณีของประเทศเยอรมนีนั้น นอกจากหลักการเจาะม่านนิติบุคคลจะถูกพัฒนาจากแนวคำพิพากษาของศาลแล้ว ประเทศเยอรมนียังมีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยความรับผิดของกลุ่มองค์กรธุรกิจอีกด้วย (Enterprise Liability) ซึ่งปรากฏอยู่ใน Stock Corporation Act 1965 (Aktiengesetz : มาตรา 15-19 และมาตรา 291-328) โดยวัตถุประสงค์ของการตรากฎหมายดังกล่าวเนื่องจากเห็นว่ากฎหมายที่ใช้อยู่เดิมนั้นไม่สามารถให้ความคุ้มครองแก่ผู้ถือหุ้นรายย่อยและเจ้าหนี้ของบริษัทย่อยได้อย่างเพียงพอจากการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทแม่ที่มีอำนาจในการควบคุมการบริหารจัดการ ซึ่งบริษัทแม่ (ผู้ถือหุ้น) อาจใช้อำนาจตามความเป็นจริงที่มีในการยักย้ายผลประโยชน์จากกลุ่มธุรกิจหนึ่งไปยังอีกกลุ่มธุรกิจหนึ่ง หรือมีการใช้อำนาจเหนือตลาดในธุรกิจหนึ่งเพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบในอีกธุรกิจหนึ่งก็เป็นได้

โครงสร้างความสัมพันธ์แบบบริษัทแม่-บริษัทลูกหรือบริษัทย่อยนั้นปรากฏอยู่จำนวนมากในประเทศไทย แต่กฎหมายไทยมีเพียงมาตราเดียวที่กล่าวถึงหลักเจาะม่านนิติบุคคล คือ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 (“วิ.ผู้บริโภคฯ”) มาตรา 44 โดยมาตราดังกล่าว ได้วางหลักการที่สำคัญในการที่ศาลจะพิพากษาให้บริษัทแม่ต้องรับผิดต่อการกระทำของบริษัทย่อยไว้ ดังนี้

1) นิติบุคคลดังกล่าว (บริษัทย่อย) ถูกจัดตั้งขึ้นหรือดำเนินการโดยไม่สุจริต หรือมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหลอกลวงผู้บริโภค

2) มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินของนิติบุคคล (บริษัทย่อย) ไปเป็นประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

3) ทรัพย์สินของนิติบุคคล (บริษัทย่อย) มีไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ตามฟ้อง

ในส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาของไทยที่ศาลปรับใช้หลักการเจาะม่านนิติบุคคลนั้นปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2637-2638/2553 โดยในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเป็นการทำสัญญาระหว่างผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ในคดีนี้กับจำเลยที่ 1 ก็ตาม (บริษัทย่อย) แต่ด้วยพฤติการณ์ในการดำเนินโครงการพลาซ่าและห้องชุดพิพาทที่ลงข้อความในแผ่นพับโฆษณาถึงความสัมพันธ์ของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 2 และมีข้อความในลักษณะเชิญชวนผู้ซื้อจากจำเลยที่ 2 และรับประกันโดยบริษัทจำเลยที่ 2 รวมทั้งตีพิมพ์ทุนจดทะเบียนของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีถึง 750,000,000 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 1 มีทุนจดทะเบียนเพียง 10,000,000 บาท ย่อมฟังได้โดยแจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ร่วมกันดำเนินธุรกิจโครงการคอนโดมิเนียมดังกล่าวโดยต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในโครงการดังกล่าว จำเลยที่ 2 (บริษัทแม่) จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อผู้บริโภคทั้ง 21 รายด้วย แม้ว่าจำเลยที่ 2 จะมิได้เป็นคู่สัญญากับผู้บริโภคทั้ง 21 ราย ซึ่งในคดีนี้จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นคู่สัญญากับโจทก์อีกทั้งจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นของบริษัทจำเลยที่ 1 และชำระค่าหุ้นเต็มตามมูลค่าแล้วจึงไม่ต้องรับผิดอีก

ซึ่งแม้ว่าในคำพิพากษาดังกล่าวศาลจะไม่ได้กล่าวถึงหลักการเจาะม่านนิติบุคคลไว้โดยตรง แต่ในคดีนี้ศาลก็ได้พิพากษาให้บริษัทแม่ต้องรับผิดต่อการกระทำของบริษัทย่อยต่อผู้บริโภคด้วย