วิกฤติการเมืองของอียิปต์ ล่าสุดเมื่อวานนี้ คือ การประกาศของกองทัพ ปลดประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด มอร์ซี
ที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อหนึ่งปีเศษๆ
เรียกมันว่า “กดปุ่มหมุนกลับการปฏิรูปการเมือง” ก็น่าจะได้
เพราะว่าสองปีก่อนหน้านี้เอง ประชาชนออกมาเดินขบวนครั้งประวัติศาสตร์เพื่อขับไล่เผด็จการ ฮอสนี มูบารัก ที่ครองอำนาจคนเดียวมากว่า 30 ปี
กองทัพอียิปต์เล่นบทเป็น “พี่เลี้ยง” ของกลุ่มผู้ประท้วงด้วยการอ้างสิทธิในการ “ประคอง” ให้ประเทศเข้าสู่โหมดประชาธิปไตย และผู้ประท้วงจำนวนไม่น้อยก็ไม่ไว้วางใจทหาร จึงยังออกมาเรียกร้องให้กองทัพถอนตัวออกไปจากกระบวนการทางการเมือง
กองทัพรับปากจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 6 เดือน
จากนั้น อียิปต์ ก็เข้าสู่การเลือกตั้ง พรรคการเมืองของกลุ่ม “ภราดรภาพมุสลิม” หรือ Muslim Brotherhood ที่เป็นแกนสำคัญต่อต้านมูบารัก ได้รับเลือกตั้งเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา และ นายมอร์ซี ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
ถือเป็นผู้นำคนแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งอย่างเปิดเผยและเสรี ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศอาหรับสำคัญประเทศนี้
วันที่เขาขึ้นรับตำแหน่ง มอร์ซี ยอมรับว่าประเทศเผชิญกับปัญหาหนักหน่วง ทั้งเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และการฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ฝังลึก แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน ผู้คนก็เริ่มจะหงุดหงิดกับการที่เขาไม่สามารถแก้ปัญหาหลักๆ ของบ้านเมืองได้
อีกทั้ง เขาก็แก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา เพื่อให้อำนาจแก่ตนเองมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเขาไม่ไว้วางใจตุลาการที่ไม่อยู่ข้างเขาในหลายๆ เรื่อง
มอร์ซี มีรอยปริแยกกับคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตุลาการ ตำรวจ สื่อมวลชน และ แม้กับศิลปินด้วยซ้ำ
เขาอ้างความชอบธรรมของการเป็นผู้นำ ที่มาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก แต่สภาวะเศรษฐกิจไม่กระเตื้องขึ้น
มอร์ซี ตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการบอกว่า คนเหล่านี้รวมหัวกันโค่นเขา อย่างไร้เหตุผล
“ผมจะทำงานเป็นประธานาธิบดีในบรรยากาศเป็นพิษอย่างนี้ ได้อย่างไร แค่ปีเดียวก็มีการผละงานถึง 4,900 ครั้ง และมีการเตรียมการเดินขบวนถึง 22 ครั้ง นี่เป็นการวางแผนของกลุ่มอำนาจเก่าอย่างชัดเจน...” มอร์ซี ยืนยัน
การชุมนุมครั้งหลังสุด เริ่มเมื่อ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา และเมื่อฝ่ายต่อต้านกับฝ่ายสนับสนุนต่างก็รวมตัวกันกลางถนน ความรุนแรงก็เป็นเรื่องหลีกหนีไม่พ้น มีคนตายกว่า 26 ราย และบาดเจ็บเป็นร้อย โดยที่จำนวนผู้ต่อต้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
กองทัพอียิปต์ ประกาศให้เวลา มอร์ซี 48 ชั่วโมง เพื่อหาทางออกจาก “วิกฤติ” ซึ่งหมายถึงการยอมแบ่งปันอำนาจกับฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองอื่น
มอร์ซี ยืนกรานว่า เขาไม่ได้ทำอะไรผิด และทหารไม่มีสิทธิสั่งการผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
ค่ำๆ วันพุธ (เวลาในกรุงเทพฯ) ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหาร พลเอก Abdul Fattah al-Sisi ออกทีวีของรัฐ ประกาศปลดนายมอร์ซี ระงับการใช้รัฐธรรมนูญ และให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญรักษาการตำแหน่งประธานาธิบดี พร้อมประกาศว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันนี้
นายพลเอลซีซี อ้างว่า ทหารต้องเข้ามา “แสดงความรับผิดชอบ” เพราะว่าบ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้ และจะเกิดความเสียหาย แต่ มอร์ซี ไปออกทีวีของ Al-Jazeera ประกาศกร้าวว่าเขายังเป็นประธานาธิบดี และขอให้ประชาชนต่อต้านการยึดอำนาจครั้งนี้ อย่างแข็งขัน
ฝ่ายทหารพยายามบอกว่า นี่ไม่ใช่เป็นการ “รัฐประหาร” (coup) หากแต่เป็นการเข้ามา “จัดระเบียบ” สังคมให้เริ่มต้นใหม่ เพื่อปลดล็อกทางตันของประเทศ แต่หนีไม่พ้นว่าคนทั่วไปจะมองความเคลื่อนไหวของคนในเครื่องแบบอย่างนี้ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากเป็นการใช้กำลังทหารฉีกรัฐธรรมนูญ และปลดคนที่ประชาชนได้เลือกมาตามครรลองประชาธิปไตยที่ถูกต้อง
ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของ สหรัฐ แสดง “ความวิตกกังวล” กับเรื่องนี้ และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งพลเรือนใหม่อย่างเร่งด่วน อีกทั้งยังกำลังศึกษากฎหมายของสหรัฐ ซึ่งหมายถึงการตัดความช่วยเหลือทั้งหลาย หากตีความว่าเป็นการรัฐประหาร
ปรากฏการณ์ของอียิปต์ ที่เริ่มต้นเป็น Arab Spring อันหมายถึง การที่ประชาชนลุกขึ้นเพื่อล้มล้างอำนาจเผด็จการวันนี้ เลี้ยวหัวกลับแบบ “U-Turn” กลับไปสู่การกุมอำนาจเด็ดขาดของทหาร ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างหนักหน่วงรุนแรงของประชาชน ที่แยกเป็นฝักเป็นฝ่าย จนเสี่ยงกับการเกิดความรุนแรงได้ตลอดเวลา
การ “ปฏิวัติ” เพื่อประชาธิปไตย ในความหมายที่แท้จริงของโลกอาหรับ ยังไม่สิ้นสุด...นี่เป็นเพียงฉากหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน ที่ยังมีอีกยาวนาน...เท่านั้น






