ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ออกมายอมรับว่าเริ่มเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้น หลังจากหนี้สินภาคครัวเรือนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น
และให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมา ว่า สาเหตุของหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นนั้น เนื่องจากนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรกที่ทำให้ภาคครัวเรือนซื้อรถยนต์กันเป็นจำนวนมาก และหากดูจากจำนวนผู้ที่เข้าร่วมโครงการซื้อรถยนต์คันแรกที่ยื่นผ่านกรมสรรพสามิต กระทรวงคลังเมื่อปีที่ผ่านมาแล้ว มียอดสูงถึง 1.2 ล้านราย นั่นหมายความว่าครัวเรือนที่ซื้อรถยนต์แบบผ่อนชำระ จะมีหนี้เพิ่มขึ้นทันที
อันที่จริง ก่อนหน้านั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เคยกล่าวเตือนมาแล้ว ว่า หนี้ครัวเรือนอาจเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวนั้น จะเริ่มส่ออาการให้เห็นด้วยการผิดชำระหนี้ แต่ภาครัฐบาลมองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตราบใดที่ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากหลายนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น จึงไม่เห็นว่าหนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อสินค้าที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นความจำเป็นของชีวิตสมัยใหม่นั้น เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งบางคนยังมองว่า ธปท. ออกมาเล่นเกมการเมืองเพื่อสกัดนโยบายของรัฐบาล
กรณีของธนาคารพาณิชย์เข้มงวดสินเชื่อ และเป็นสินเชื่อที่เคยประเมินกันว่าเป็นสินเชื่อที่จำเป็นสำหรับประชาชน ไม่ใช่สินเชื่อผ่านบัตรเครดิตหรือสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคทั่วไป แสดงให้เห็นว่าสถานะของผู้ขอกู้เริ่มมีปัญหาจริง หรืออย่างน้อยก็เป็นการระมัดระวังของธนาคารพาณิชย์เอง ที่ไม่อยากเผชิญกับปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียในอนาคต เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่าหนี้เสียนั้นแก้ยากแค่ไหน และสูญเสียเวลาอย่างมากในการบริการจัดการ ดังนั้น วิธีการป้องกันตัวเองของธนาคารพาณิชย์ ก็คือ เข้มงวดการปล่อยกู้
หากย้อนกลับไปในช่วง 1-2 ปีของนโยบายประชานิยม ซึ่งหลายนโยบายเร่งให้คนใช้จ่ายเกินความจำเป็น ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ อย่างเช่น การคืนภาษีรถยนต์คันแรก ก็ปรากฏว่านโยบายเหล่านี้ดูดีอย่างมากในมุมมองของเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจโดยรวม และธุรกิจบางประเภทที่เกี่ยวเนื่องกันนั้นขยายตัวอย่างสูง แต่เพียงปีเดียวให้หลัง ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็เริ่มปรากฏให้เห็น และภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ก็แสดงให้เห็นชัดเจนถึงผลกระทบจากนโยบาย และผลกระทบต่อไป ก็คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์
แน่นอนว่า ผลกระทบเชิงบวกที่เกิดขึ้นในด้านหนึ่ง กำลังสร้างผลกระทบเชิงลบอีกด้านหนึ่ง ซึ่งบังเอิญว่าผลกระทบทั้งสองด้านที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้มาพร้อมกัน แต่เกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ และหากเปรียบเทียบกรณีของหนี้ครัวเรือน กับโครงการประชานิยมอื่นที่กำลังจะสร้างปัญหาในลักษณะเดียวกันขณะนี้ คือ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ต่างกันตรงที่ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นนั้น คือ ภาระของรัฐบาล ไม่ใช่ภาคครัวเรือน และผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของประเทศ ไม่ใช่ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งโดยเฉพาะ
ลักษณะที่เหมือนกัน ของ โครงการรถยนต์คันแรกและโครงการรับจำนำ คือ เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ขณะนี้ ผลของรถยนต์คันแรกเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว ส่วนโครงการรับจำนำกำลังเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมในผลการขาดทุนกว่าแสนล้านบาท และผลที่สุดแล้ว รัฐบาลต้องรับภาระหนี้ส่วนนี้ไป เราเห็นว่า หากรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการรับจำนำ ก็ต้องระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม เพราะว่ากรณีของรถยนต์คันแรกนั้น ทำให้เครดิตของภาคครัวเรือนเริ่มมีปัญหา ซึ่งหากรัฐบาลไม่ระมัดระวัง เราก็เชื่อว่า โครงการนี้จะทำให้สถานะของประเทศมีปัญหา เช่นเดียวกัน






