วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เหลียวหลังแลหน้าตลาดไอที (2)

ความผันผวนของตลาดไอทีที่สะท้อนให้เห็นเป็นตัวเลขติดลบที่ถือได้ว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปีของบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายบริษัท

ทำให้เห็นได้ทันทีว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้รุนแรงกว่าที่เคยคาดไว้ ยิ่งดูจากยอดขายแทบเล็ตที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดก็ยิ่งตอกย้ำสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น


อีกตลาดหนึ่งที่ต้องจับตาไม่แพ้กันคือสมาร์mโฟนที่จำนวนเครื่องมากกว่าจำนวนประชากรของประเทศไปแล้วเพราะยุคที่ 1 คนมีมากกว่า 1 เครื่อง ทำให้ยอดขายของสมาร์mโฟนเติบโตมหาศาลช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา


สถิติยอดขายสมาร์ตโฟนปี 2555 นั้นเจ้าตลาดคือแอ๊ปเปิ้ล 58% หรือ 11.8 ล้านเครื่อง แต่ปีนี้คาดว่าแอ๊ปเปิ้ลจะเหลือ 39.6% หรือ 19.5 ล้านเครื่อง อีก 60% เป็นแอนดรอยด์ หรือระบบอื่น เช่น วินโดว์สโฟนอีกราวๆ 5%


ตลาดนี้ซัมซุงกับแอ๊ปเปิ้ลรวมกันกินส่วนแบ่งไป 60% ของตลาดโลก แต่ที่น่าสังเกตคือกำไร 90% ถูกผูกขาดอยู่กับ 2 บริษัทนี้เท่านั้น กลายเป็นที่มาของบริษัทที่มีพลังและมีเงินมากที่สุดในอุตสาหกรรมไอที และมีเพียง 2 บริษัทยักษ์ใหญ่นี้เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในตลาดสมาร์ทโฟนและแทบเล็ต และนี่เองคือสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ตลาดคอมพิวเตอร์มีปัญหาขึ้นทันทีเพราะตลาดปรับตัวไม่ทัน


ระบบปฎิบัติการที่เราคุ้นเคยแต่วินโดว์สมาเป็นสิบปี แต่มาวันนี้พบว่า ซัมซุงมีส่วนแบ่งในตลาดสมาร์ทโฟนถึง 32% และแอ๊ปเปิ้ล 17.3% ที่เหลือเป็นยี่ห้ออื่น แสดงให้เห็นว่าแอนดรอยด์ก้าวขึ้นมาเป็นระบบปฎิบัติการที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลกไปแล้ว


จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นว่าการอยู่ในตลาดเดิมๆ ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดีแน่ การยึดติดอยู่กับมาตรฐานเดิมคือ วินเทล หมายถึง Windows + Intel ที่เคยสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่มาก่อนจึงไม่ได้รับประกันความสำเร็จในวันนี้


เปลี่ยนมาดูกันที่ปัจจัยภายในคือนโยบายของรัฐบาลก็มีผลกระทบกับตลาดไอทีบ้านเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกับคนที่จะซื้อสินค้าไอที ได้ดึงกำลังซื้อสินค้าไอทีไปไม่น้อยทีเดียว ทำให้ยอดค้าปลีกใน 2-3 ไตรมาสที่ผ่านมานั้นตกลงไปถึง 10%-15% ทุกไตรมาส


แต่ขณะเดียวกันโครงการขนาดใหญ่อย่างเช่นการบริหารจัดการน้ำ 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท หรืออภิมหาโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูง 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งทุกโครงการล้วนต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญทั้งนั้น


อย่าคิดว่าโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้คงไม่มีอะไรเกี่ยวกับตลาดไอที เพราะในความเป็นจริงแล้วการกระตุ้นให้ใช้ไอทีอย่างเต็มที่เช่นนี้มักจะมีผลบวกตามมาเสมอ เช่นโครงการแทบเล็ตของรัฐบาล อาจไม่เปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กของไทยเข้าไปร่วม แต่ขณะเดียวกันเมื่อแทบเล็ตขยายตัวก็กระตุ้นให้เด็กนักเรียนจำนวนมากต้องการซื้อเป็นของตัวเองเพื่อใช้ที่บ้าน ตรงนี้จะเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับบริษัททั่วๆ ไป


และจากอัตราส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ที่มีเพียง 35% ต่อจำนวนประชากรนั้น อีก 3 ปีข้างหน้ารัฐบาลแจกให้นักศึกษาครบทุกคน 12 ล้านเครื่องก็จะทำให้เพิ่มความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ของประเทศไทยกระโดดขึ้นไปกว่า 70% เลยทีเดียว นั่นจึงหมายถึงโอกาสที่รออยู่ข้างหน้า


ในเวลาเดียวกันที่กระทรวงมหาดไทยมีโครงการสมาร์ทพรอฟวินซ์ที่กระจายงบประมาณด้านระบบไอทีไปจังหวัดละ 600 ล้านบาท โดยมุ่งหวังให้แต่ละจังหวัดมีโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงไวไฟเพื่อหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และรองรับการใช้งานของประชาชนทั่วไปด้วย ซึ่งเมื่อโครงการดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศแล้วก็จะเป็นจี2จี (e Government to Government), Fiber to Home ฯลฯ


สิ่งเหล่านี้เปรียบเหมือนถนนที่คนขายรถย่อมกังวลว่าถนนที่มีอยู่จะเพียงพอให้รถวิ่งไหม การเตรียมความพร้อมผ่านโครงการเหล่านี้จึงเป็นเหมือนการขยายถนนอย่างเต็มที่ เท่ากับสร้างโอกาสให้ตลาดไอทีทั้งหมดไปพร้อมๆ กัน