ความเหลื่อมล้ำย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคม ทั้งจะเป็นการเตือนว่าหากให้ความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นในหลายๆ มิติ
ย่อมเกิดปัญหากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างแน่นอน ตรงกันข้ามกับความเหลื่อมล้ำก็คือความเสมอภาค ซึ่งความเสมอภาคนี่เองที่เป็นทั้งหัวใจของระบอบประชาธิปไตยและยังเป็นหลักพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน เมื่อย้อนกลับมาดูสังคมไทยจะพบว่าตัวเลขสถิติต่างๆ บ่งชี้ว่าสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นหลายมิติ จนคาดได้ว่าหากไม่แก้ไขหรือบรรเทาปัญหานี้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อเกิดประชาคมอาเซียนจะลดน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ในเร็ววัน แต่เป็นปัญหาสะสมที่เกิดจากการจัดการเชิงโครงสร้างหรือเชิงระบบที่ขาดความเชื่อมโยงไปยังประชาชนในระดับปัจเจก พูดง่ายๆ ว่าเป็นกรณีที่ประชาชนไม่อาจเข้าถึงโอกาสนั้นๆ ได้อย่างทั่วถึง แต่จะมีบางคนหรือบางกลุ่มในสังคมเท่านั้นที่มีศักยภาพในการเข้าถึงโอกาสเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษา โอกาสในการเข้าถึงความยุติธรรม โอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล ซึ่งหากเหลียวมองดูจะเห็นว่าการขาดโอกาสในดำเนินชีวิตเช่นนี้เท่ากับเป็นการถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์นั่นเอง
ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสของการเข้าถึงการพัฒนาประเทศแต่ละด้านจึงเป็นต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้งในสังคมได้ และเป็นที่ชัดเจนว่าในหลายประเทศความขัดแย้งที่มีรากเหง้ามาจากความเหลื่อมล้ำมักจะลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรง แม้เหตุการณ์ความรุนแรงในสังคมไทยที่ผ่านมาก็มีสาเหตุมาจากความเหลื่อมล้ำในหลายด้านด้วยกันไม่ว่าจะเป็นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือเหตุการณ์ในกรุงเทพมหานครก็ตาม
ความไม่เสมอภาคทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และทางสังคมที่เกิดขึ้นสะสมเป็นเวลานานย่อมส่งผลกระทบไปยังประชาชนส่วนใหญ่ของสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าชนชั้นนำทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองจะมีวิสัยทัศน์และทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร และการต่อสู้เรียกร้องของผู้ด้อยโอกาสจะเป็นอย่างไร ความขัดแย้งในเรื่องนี้ย่อมเกิดขึ้นเป็นปกติของโลกทุนนิยมและภายใต้กติกาประชาธิปไตย และการจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจะมีรูปธรรมตามแนวทางสันติวิธีอย่างไร
กรอบความคิดของการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและการส่งเสริมความเสมอภาคในแนวทางของระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญคือการยึดหลักนิติธรรมโดยเฉพาะหลักความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมายที่มีสาระสำคัญให้ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันไม่ว่าจะเป็นใครมีสถานะทางสังคมหรือฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่อย่างไร และไม่ว่าจะมีชาติพันธุ์เช่นไร
การเสริมสร้างความเสมอภาคทางโอกาสโดยใช้หลักนิติธรรมถือว่าเป็นความชอบธรรมที่ทุกฝ่ายสามารถตรวจสอบหลักการและกระบวนการได้อย่างเท่าเทียมกัน ถือว่าเป็นการป้องกันการทุจริตและการเล่นพวกพ้องได้เป็นอย่างดีเพราะโดยวิธีนี้จะทำให้การกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ต้องมีวิธีการและกระบวนการที่เปิดเผย มีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย มีการกำหนดกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งกำหนดวิธีการเยียวยาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นไว้ให้ชัดเจน
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถนำไปใช้ได้ในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก การจัดซื้อจัดจ้างไม่ว่าจะมีวงเงินนับหมื่นนับแสนล้านบาทก็ตาม หรือแม้แต่การรับสัมปทานการบริการสาธารณะต่างๆ
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของเรื่องนี้คือ วิธีการและกระบวนการทางกฎหมายในการวางระบบกฎเกณฑ์และเนื้อหาจะต้องมีความชอบธรรมด้วย มิฉะนั้นจะเป็นไปได้ว่าแม้ขั้นตอนจะเป็นไปตามกฎหมายแต่เนื้อหาและสาระสำคัญกลับเป็นการเลือกปฏิบัติให้ประโยชน์กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดโดยเฉพาะแล้วอ้างความชอบธรรมว่าได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว
ความเสมอภาคทางโอกาสจึงเปรียบเสมือนเป็นประตูสู่สังคมประชาธิปไตยในระบอบทุนนิยมที่ต้องการให้ทุกคนเท่าเทียมกันในการแข่งขันด้วยศักยภาพของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม ในแต่ละสังคมย่อมมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถือว่าเป็นผู้ด้อยโอกาสจำเป็นจะต้องมีวิธีการหรือมาตรการเสริมเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาค เช่น มาตรการพิเศษเป็นโควตาหรือสัดส่วนตามที่กำหนด การแบ่งกลุ่มเฉพาะ ทั้งนี้ เป็นเสมือนแต้มต่อให้กับผู้ด้อยโอกาสนั่นเอง
การพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทยในกระแสโลกาภิวัตที่มีความผันผวนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาด้วยความเชื่อมโยงกับประชาคมโลกอย่างไร้พรมแดน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในสังคมให้มีความพร้อมในการแข่งขัน ดังนั้น การสร้างโอกาสอันเท่าเทียมจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกฝ่ายจะต้องให้ความสำคัญ อย่าให้ระบบอุปถัมภ์เป็นวัฒนธรรมที่ขัดกับการพัฒนาประเทศ






