พับโต๊ะกันไปเรียบร้อย สำหรับการประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือไอพีพี รอบ 3
ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เม็ดเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบประเทศระหว่างปี 2564-2569
หลังจากคณะอนุกรรมการจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้า (Bid Management Committee :BMC) ที่มีนายนพดล มัณฑะจิตร กกพ.เป็นประธาน มีมติให้บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ในเครือ กัลฟ์ เจพี ชนะประมูลรายเดียว เพื่อผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าระบบทั้งหมด 5,000 เมกะวัตต์ รวม 8 ยูนิตๆ ละ 625 เมกะวัตต์ จากการเสนอค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.23 บาทต่อหน่วย
ข้อเสนอต่ำสุดนำมาสู่การชนะประมูลครั้งนี้ มาจากข้อได้เปรียบเรื่องทุนใหญ่จากญี่ปุ่น และการใช้เลือกล็อกใช้เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้า
และหลังจากนี้ราว 1-2 เดือนจะมีการลงนามสัญญากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นับเป็นการประเดิมข้อผูกพันขนาดยักษ์โครงการแรกของผู้ว่าการกฟผ.คนใหม่ นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์
สำหรับพื้นที่หลักของบริษัทกัลฟ์ ในการสร้างโรงไฟฟ้ารองรับไอพีพีรอบ 3 มีหลายทำเล หลักๆที่จ.ระยอง สระบุรี รวมถึงอื่นๆ อาทิ ฉะเชิงเทรา อยุธยา ซึ่งล้วนมีท่อก๊าซฯผ่าน
ผลการประมูลครั้งนี้ได้ผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา
การประกาศผู้ชนะประมูล เป็นไปอย่างไม่เป็นทางการ เช่นเดียวกับในช่วงที่มีการประมูล ใครใคร่สงสัย ถามกันเอาเอง
คำถามที่กกพ.ได้รับส่วนใหญ่ หนีไม่พ้น ผลการประมูลดังกล่าว อยู่บนพื้นฐานอะไร ก็ได้คำตอบมาว่า มีการคำนวณตามโมเดล และกฎเกณฑ์ในเงื่อนไขการประมูล หรือ อาร์เอฟพี ซึ่งใช้เป็นพื้นฐานในการประมูลไอพีพีของประเทศทั้ง 3 รอบ
มีการชี้แจงอย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่าการใช้โปรแกรมคำนวณทั้ง 27 โมเดลแล้ว ปรากฏว่า การให้บริษัทกัลฟ์ได้ทั้งหมดรายเดียว ทำให้ได้กำลังผลิตใกล้เคียงกับกรอบที่วางไว้ และค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการต่ำที่สุด
เมื่อเทียบกับการใช้โมเดลผสม ให้ทั้ง 3 บริษัทที่ผ่านเข้าประมูลในรอบสุดท้าย คือ บริษัทกัลฟ์ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก และบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) เฉลี่ยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ
แม้ว่าเอ็กโก จะเสนอราคาต่ำที่สุด 4.21 บาทต่อหน่วยแต่ไม่ผ่าน เพราะเสนอเข้ามา 2 หน่วยกำลังผลิต 1,800 เมกะวัตต์ เข้าระบบ 2 ปี ทำให้ต้องนำข้อเสนอของโรงไฟฟ้าอื่นมาผสม ส่วนบริษัทโกลว์ เสนอราคาสูงกว่า
ทำให้ค่าไฟฟ้าแบบผสมผสานจากการเดินเครื่องของหลายบริษัทๆ ได้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 4.26 บาทต่อหน่วยสูงกว่าบริษัทกัลฟ์ที่ผลิตเข้าระบบรายเดียว
งานนี้กกพ.ต้องตอบคำถามซ้ำหลายรอบ จากข้อสงสัยต่างนานา หลังมีมติให้บริษัทกัลฟ์ ชนะประมูล แต่ก็ย้ำว่าตอบคำถามได้หมด เพราะได้วางเกณฑ์ไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ว่าชี้แพ้ชนะอยู่ที่ราคาต่ำสุดเป็นธงนำ
ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ”ทาง” ที่วางไว้นั้น จะเข้าอีหรอบเดิมหรือไม่ อาทิ มีปัญหามวลชน หรือกฎระเบียบรัฐ ทำให้ต้องย้ายพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า และขอปรับราคา เป็นต้น หรือ มีข่าวอะไรใหม่ๆให้ได้ต่อจิกซอว์หลังจากนี้
ส่วนผลการอุทธรณ์ของบริษัทที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ 2 รายก็จบไปแล้วเช่นเดียวกัน ว่าการอุทธรณ์ฟังไม่ขึ้น เพราะทั้งบริษัท เนชั่นแนล เพาเวอร์ ซัพพลาย จำกัด หรือ เอ็นพีเอส และบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ต่างมีปัญหาทั้งคู่ รายหนึ่งไม่ทำตามกระบวนการเรื่องเอกสารระหว่างประเทศ เพื่อรับรองบริษัทร่วมทุนต่างชาติ และปริมาณก๊าซธรรมชาติกับกำลังผลิตเข้าระบบไม่สอดคล้องกัน
ส่วนอีกรายก็วางทำเลในพื้นที่สีเขียว ซึ่ง ณ วันประมูลต้องเคลียร์ให้จบก่อน เมื่อไม่จบก็ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ กกพ.ระบุว่า หากยังสงสัยก็ไปฟ้องศาลเอาแล้วกัน…..






