เมื่อเอ่ยถึงภาพยนตร์ภาคต่อ ท่านผู้อ่านนึกถึงเรื่องอะไรครับ มีเรื่องดังๆที่มีตอนต่อหลายๆภาค
เช่น สายลับอมตะอย่างเจมส์บอนด์ ที่มีมากว่า 20 ตอนแล้ว หรือศุกร์ 13 ฝันหวานและสตาร์วอร์ส ที่มี 6 ภาคด้วยกัน
การทำภาพยนตร์ภาคต่อหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า sequels นั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือถ้าภาพยนตร์ต้นตำรับเรื่องนั้นมีเนื้อหาที่น่าสนใจและวางโครงเรื่องทิ้งไว้ให้สามารถทำภาคต่อๆ ได้ ก็จะรับประกันได้ว่าสตูดิโอภาพยนตร์นั้น ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มาก
แต่ในทางกลับกัน การทำภาพยนตร์ภาคต่อย่อมมีความกดดันจากความคาดหวังของผู้บริโภคทั้งในเชิงความบันเทิงที่คาดหวังว่าจะได้รับมากขึ้น เนื้อเรื่องที่เชื่อมต่อได้ถูกใจและสอดคล้องกับที่ผู้บริโภคคาดหวังไว้ พล็อตเรื่องที่มีมิติมากขึ้น รวมถึงความตื่นเต้นและความบันเทิงที่ไม่ควรซ้ำกับเนื้อหาของภาคอื่นๆ
ในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ออกฉายและเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จมากทีเดียวสำหรับ franchise ภาพยนตร์ภาคต่อที่สร้างกันมาแล้วถึง 6 ภาคภายในระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา นั่นคือภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious 6 ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ถือว่าเป็นภาพยนตร์แอคชั่นสูตรสำเร็จที่เนื้อหาไม่ได้มีความโดดเด่นหรือฉีกตลาดไป
แต่อย่างว่าครับ ภาพยนตร์แนวแอคชั่นแบบนี้เราไม่ได้ว่ากันถึงโครงสร้างเนื้อเรื่องที่น่าสนใจอยู่แล้ว แต่เรื่องจะขายความตื่นเต้น เร้าใจ อันเกิดจากแอคชั่นของตัวแสดงและบรรดารถหลากหลายยี่ห้อต่างๆ ที่ผูกกันเป็นพล็อตเรื่องที่เอาใจคนดู
โดยภาพยนตร์เรื่อง Fast & Furious 6 นี้เป็นภาพยนตร์จากค่าย Universal ที่สามารถทำสถิติสร้างรายได้เกิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการเปิดฉายทั่วโลกเร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาของสตูดิโอแห่งนี้ทีเดียว
ว่ากันว่าความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างอื่นนอกเหนือจากสูตรสำเร็จภาพยนตร์ blockbuster ทั่วๆ ไปอยู่พอสมควร
หากท่านผู้อ่านติดตามภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวก็คงพอทราบถึงที่มาที่ไปของเนื้อหา ตำรวจ ผู้ร้ายที่คนดูเอาใจช่วย รถแต่งสไตล์ muscle car ความสัมพันธ์ของเพื่อน พี่น้อง และฉากขับรถไล่ล่าตามท้องถนนที่น่าตื่นตาตื่นใจ นี่น่าจะเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของภาพยนตร์ที่จะทำรายได้สูงอยู่แล้ว
แต่มีคนวิเคราะห์ไว้ว่าอีกอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่ส่งผลให้ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ก็คือการที่ตัวแสดงของเรื่องนี้ประกอบไปด้วยตัวละครหลากหลายเชื้อชาติ ไม่ว่าจะเป็นคนพื้นเพอเมริกัน หรืออเมริกันผิวสี คนอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันและสเปน รวมถึงคนเอเชียอย่างเกาหลี
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไร เขาบอกว่าจากสถิติของการเปิดตัวภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในสุดสัปดาห์แรกทั่วประเทศ มีผู้ซื้อตั๋วเข้าชมแบ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกันและสเปนถึงร้อยละ 32 อเมริกันผิวสีถึงร้อยละ 22 เอเชีย ร้อยละ 13 และเป็นอเมริกันผิวขาวร้อยละ 29 ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความนิยมในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่แผ่ขยายไปหลากหลายเชื้อชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แม้ว่าตามสถิติจะบอกเอาไว้ว่า มีน้อยมากสำหรับภาพยนตร์ที่ทำรายได้เกินร้อยล้านดอลลาร์ในสัปดาห์แรกที่มีอัตราชาวอเมริกันผิวขาวเข้าชมน้อยแค่ร้อยละ 29
โดยผมเชื่อว่าทางสตูดิโอผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ประหลาดใจกับสถิติดังกล่าว เพราะเหมือนอย่างที่ผู้บริหารของค่ายนี้บอกไว้ว่า “การที่เราทำภาพยนตร์ที่ appeal กับผู้คนหลากหลาย demographic เราจำเป็นที่จะต้อง target ทุกคนให้ได้มากที่สุดในวิธีที่เหมาะสม” ดังนั้นการตลาดของเขาจึงเริ่มอย่างแยบยลเพราะเขาทราบดีว่า ความหลากหลายของตัวแสดงในเรื่องเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้สตูดิโอสามารถทำการตลาดโดยสร้างความเชื่อมโยงกับแต่ละกลุ่ม demographic ได้อย่างดีเยี่ยม การลงโฆษณาแบบ mass ช่วงพักครึ่ง Super Bowl รวมถึงการลงโฆษณาในเคเบิ้ลช่องภาษาสเปนและเม็กซิกัน
นอกจากนี้ ที่น่าสนใจอีกอย่างของการทำการตลาดอย่างแยบยลของภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังรวมถึงการใช้ "สื่อออนไลน์" ในการสร้างกระแสแบบไม่ปกปิดจุดขายของเรื่อง (การเอา The Rock มาแสดงในภาคที่แล้วและการกลับมาของอดีตแฟนตัวเอกในภาคนี้ที่เราคิดว่าตายไปแล้วจากภาค 4 เกิดจากการเก็บฟีดแบ็คจากแฟนๆ ของภาพยนตร์) ทำให้บรรดาแฟนๆ รู้สึกได้ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับพล็อตเรื่องโดยตรง เป็นการขยับเข้าใกล้คนดูมากขึ้น โดยแฟนๆ ต้องการที่จะมาดูสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ input ที่พวกเขาได้ทิ้งไว้ให้กับสตูดิโอเจ้าของภาพยนตร์ดังกล่าว แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตารอดูว่าจะมี surprise อะไรหรือเปล่าอย่างที่เคยเป็นกันมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังจะมีภาคที่เจ็ดซึ่งวางแผนไว้แล้วว่าจะออกฉายในปีหน้า
นี่แหละครับ ตัวอย่างของภาพยนตร์ภาคต่อที่เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของสูตรสำเร็จเดิมๆ กับแนวคิดใหม่ๆ ที่ถูกใจผู้บริโภค






