คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีบทสรุปในการคำนวณบัญชี โครงการรับจำนำข้าว
หลังถกเถียงมานานหลายสัปดาห์ โดยยึดหลักการคำนวณของคณะอนุกรรมการปิดโครงการจำนำสินค้าเกษตร ของกระทรวงการคลัง ที่คำนวณว่าโครงการรับจำนำข้าวนาปี ฤดูกาลผลิต 2554/2555 และ นาปรังฤดูกาลผลิต 2555 มีผลขาดทุน 136,896.80 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมข้าวนาปี ฤดูกาลผลิตปี 2555/56 ที่ยังไม่ได้ตีมูลค่าข้าวเปลือกอีก 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก แต่ในเบื้องต้นหากนับรวมทั้งสองฤดูกาลผลิต จะมียอดขาดทุนประมาณ 2.2 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยังอ้างว่าเพื่อรักษาวินัยทางการคลังในอนาคตจึงต้องมีการปรับลดราคาและขนาดของโครงการรับจำนำลง โดยในส่วนของปริมาณรับจำนำไม่เกิน 14-15 ล้านตัน และคาดว่าราคารับจำนำในปีการผลิต 2556/57 จะอยู่ที่ตันละ 1.2-1.35 หมื่นบาท ซึ่งถือว่าเป็นการยอมรับครั้งแรกของรัฐบาลว่าโครงการดังกล่าวกำลังสร้างปัญหาให้กับฐานะทางการคลังของรัฐบาล หากยังเดินหน้ารับจำนำทุกเมล็ดและมีการบริหารจัดการอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แต่ที่น่าชื่นชมสำหรับกขช.คือจะมีการสรุปตัวเลขการปิดบัญชีทุก 3 เดือน และจะเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้การดำเนินการของโครงการนี้ ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลและการจัดทำบัญชีที่เป็นมาตรฐานจะทำให้โครงการนี้มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หลังจากโครงการนี้อยู่ในมุมมืดมานานเกือบสองปี โดยอ้างความลับทางการค้าและการอ้างเหตุผลที่แปลกประหลาดว่าโครงการยังไม่สิ้นสุดจึงไม่สามารถสรุปผลดำเนินการได้ แม้แต่การชี้แจงต่อสภาก็ยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ ทั้งๆ ที่รัฐบาลนำเข้าสภาในการอ้างใช้เงินจำนวนมหาศาล
ผลการขาดทุนของโครงการนี้ ไม่ว่าจะนำเอาตัวเลขตอบโต้ทางการเมืองที่ 2.6 แสนล้านบาทเป็นเกณฑ์หรือไม่นั้น ไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่การยอมรับผลการปิดบัญชีของกขช.ในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของโครงการรับจำนำข้าว จากก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลมักจะใช้ตัวเลขว่าจะขาดทุนไม่เกิน 6 หมื่นล้านบาท น้อยกว่ารัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และราคาข้าวในตลาดโลกจะปรับตัวสูงขึ้นจากการสต็อกข้าวจำนวนมหาศาลของรัฐบาล แต่ก็ปรากฏว่ายังไม่มีวี่แววว่าราคาข้าวจะเป็นไปตามการประเมินของรัฐบาล
ความล้มเหลวของนโยบายรับจำนำได้สะท้อนให้เห็นจุดอ่อนของนโยบายประชานิยมแบบฉาบฉวยของรัฐบาล ซึ่งนอกจากการประเมินอย่างง่ายๆเกี่ยวกับตลาดโลกแล้ว กระบวนการบริหารจัดการของรัฐบาลก็ไม่ดีพอสำหรับการดำเนินนโยบายขนาดใหญ่เช่นนี้ เกิดการรั่วไหลหรือไม่สามารถตรวจสอบ จนเกิดการโต้แย้งเรื่องตัวเลขจนดูสับสนวุ่นวาย ทั้งๆ ที่หากบริหารจัดการดีตามที่รัฐบาลได้คุยไว้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น ซึ่งไม่รวมถึงการประเมินที่รัฐบาลคาดว่าทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น แต่การบริโภคของประเทศกลับชะลอตัวลง
เราเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้น หากรัฐบาลต้องการเดินหน้าต่อไป เพราะการลดราคารับจำนำเพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ทำให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการขาดทุนจำนวนมหาศาลได้ และในที่สุดภาระก็จะตกอยู่กับฐานะการคลังของประเทศ รัฐบาลต้องรื้อการบริหารโครงการนี้ให้มีความโปร่งใสมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องบริหารอย่างมืออาชีพโดยไม่ปล่อยให้กลุ่มก๊วนทางการเมืองเข้าไปดูแลและหาประโยชน์จากโครงการนี้ เราเห็นว่าจุดอับของรัฐบาลคือเรื่องนี้ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องของหลักการว่าเป็นการช่วยเกษตรกรในฐานะคนส่วนใหญ่ของประเทศ






