เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีรายงานล่าสุดจากองค์การสหประชาชาติเปิดเผยว่าอินเดียจะกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก
ด้วยจำนวนประชากรกว่า 1.45 พันล้านคนหลังปี 2571 หรืออีก 15 ปีจากนี้ไป ซึ่งคาดว่าปีดังกล่าวจะเป็นปีที่จำนวนประชากรของอินเดียเพิ่มขึ้นมาเท่ากับประชากรของประเทศจีน แต่หลังจากนั้นแนวโน้มจำนวนประชากรของอินเดียจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่แนวโน้มจำนวนประชากรของจีนจะค่อยๆ ลดลงไปจนในที่สุดอินเดียก็จะกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลกแซงหน้าประเทศจีนไปอย่างขาดลอย
การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรอินเดียในอัตราสูงมีนัยสำคัญบ่งบอกว่าอินเดียจะยังคงเป็นสังคมของเยาวชนคนหนุ่มสาวต่อไปอีกอย่างยาวนาน เพราะแม้แต่ในปัจจุบัน อินเดียก็ถือว่าเป็นประเทศที่ประชากรมีอายุเฉลี่ยโดยวัดจากค่ามัธยฐานต่ำที่สุดในโลกอยู่แล้ว ยิ่งองค์การสหประชาชาติออกมาฟันธงว่าอีก 15 ปีจำนวนประชากรของอินเดียจะมากที่สุดในโลกด้วยแล้วละก็ นักการตลาดทั้งหลายก็ต้องหันมาจ้องตลาดเยาวชนคนหนุ่มสาวกันตาเป็นมัน เพราะตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีกำลังซื้อมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน มีความสามารถในการหาเงินเพื่อมาจับจ่ายใช้สอยได้มากที่สุดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปี 2544 ประชากรอินเดียที่มีอายุต่ำกว่า 24 ปีเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศอินเดีย แต่พอถึงปี 2554 หรือสิบปีให้หลังกลุ่มเยาวชนคนหนุ่มสาวเหล่านี้ก็จะมีอายุเพิ่มขึ้นไปด้วยกลายเป็นกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 14-34 ปี ยิ่งพอถึงปี 2564 หรืออีกสิบปีข้างหน้าต่อไป กลุ่มประชากรกลุ่มนี้ก็จะเลื่อนอันดับกลายเป็นผู้สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะกลายเป็นกลุ่มประชากรที่มีอายุระหว่าง 34-44 ปีแทน ในขณะที่กลุ่มประชากรที่เป็นเยาวชนก็จะค่อยๆ มีสัดส่วนลดลง นั่นย่อมหมายความว่าตลาดอินเดียจะค่อยๆ กลายเป็นตลาดของผู้สูงวัยมากขึ้น ตลาดของผู้สูงวัยจึงเป็นตลาดที่นักการตลาดไม่ควรจะมองข้าม เพราะตลาดนี้แม้จะมีสัดส่วนยังไม่มาก แต่ถ้าพิจารณาจากจำนวนและอัตราการเติบโตแล้วก็ถือว่าเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เพียงพอและมีอนาคตต่อไปอย่างแน่นอน
เมื่อหันมามองตลาดผู้สูงวัยในอินเดียอย่างจริงจังจะพบว่าแท้จริงแล้ว ตลาดนี้ต่างหากที่กำลังเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วตามอายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ วันที่ผ่านไป โดยจำนวนประชากรผู้สูงวัยซึ่งหมายถึงประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในอินเดีย ถือเป็นกลุ่มประชากรที่มีการเติบโตสูงที่สุดถึงร้อยละ 29 ในช่วง 10 ที่ผ่านมา ในขณะที่กลุ่มประชากรในช่วงอายุอื่นมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกันไม่ถึงร้อยละ 18 ด้วยซ้ำไป โดยในปี 2544 ประชากรผู้สูงวัยในประเทศอินเดียมีอยู่แค่เพียง 76 ล้านคนเท่านั้น หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 7.4 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ แต่พอผ่านไป 10 ปี ในปี 2554 ปรากฏว่าจำนวนประชากรผู้สูงวัยของอินเดียได้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.2 และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 98 ล้านคนซึ่งอาจจะดูจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรของอินเดียทั้งประเทศกว่า 1,200 ล้านคน แต่ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนประชากรของบางประเทศจะพบตัวเลขที่น่าสนใจว่า เฉพาะประชากรผู้สูงวัยของอินเดียอย่างเดียวยังมีจำนวนมากกว่าประชากรทั้งประเทศของอังกฤษและแคนาดารวมกันเสียด้วยซ้ำไป หรือถ้ามองใกล้ตัวที่สุดก็เทียบจากจำนวนประชากรทั้งหมดทุกช่วงอายุของประเทศไทยที่รวมกันทั้งประเทศแล้วก็ยังมีจำนวนประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรผู้สูงวัยของอินเดียเท่านั้น
ได้มีการคาดการณ์ว่าประชากรอินเดียทั้งประเทศจะมีอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ต่อปี ซึ่งถ้าหากการเพิ่มขึ้นของประชากรอินเดียเป็นไปตามคาด กลุ่มประชากรผู้สูงวัยของอินเดียก็จะเพิ่มขึ้นด้วยในอัตราร้อยละ 3.8 ต่อปี ทั้งนี้ คาดว่าภายในปี 2564 ประชากรกลุ่มผู้สูงวัยของอินเดียจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 143 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 10.7 ของจำนวนประชากรรวมของอินเดีย และจะยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นไปถึง 173 ล้านคนในปี 2569 และจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีกด้วยอัตราการเติบโตร้อยละ 46 จนถึงจำนวน 240 ล้านคนในปี 2593 ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องอนาคตอีกยาวไกล แต่การรู้เท่าทันตลาดและการกำหนดตลาดเป้าหมายที่ชัดเจนได้ก่อนคู่แข่งก็จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า
สาเหตุสำคัญที่ทำให้จำนวนประชากรกลุ่มผู้สูงวัยของอินเดียเติบโตอย่างมากก็คือ คนอินเดียปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยสูงขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือการเติบโตของประชากรอินเดียเป็นไปตามแนวโน้มของโลกประมาณว่าแก่ง่ายแต่ตายยากนั่นเอง อันเป็นผลมาจากการที่ประชากรมีรายได้เฉลี่ยมากขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีการศึกษาดีขึ้น การเข้าถึงแพทย์มีมากขึ้น และที่สำคัญคือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและวิทยาการด้านการแพทย์พัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยอายุเฉลี่ยของคนอินเดียได้เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ จากช่วงปี 2544-2548 ที่ประชากรอินเดียเพศชายมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 63.8 ปี ในขณะที่เพศหญิงมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 66.1 ปี แต่พอถึงช่วงปี 2549-2553 อายุเฉลี่ยของประชากรอินเดียเพศชายได้เพิ่มขึ้นเป็น 65.8 ปี และเพศหญิงก็เพิ่มขึ้นเป็น 68.1 ปี สำหรับในช่วงปัจจุบันคือ ระหว่างปี 2554-2558 ปรากฏว่าอายุเฉลี่ยก็ยังคงสูงขึ้น โดยเพศชายจะมีอายุเฉลี่ยอยูที่ 67.3 ปี และเพศหญิงอยู่ที่ 69.6 ปี ส่วนในอนาคตช่วงปี 2559-2564 คาดว่าประชากรเพศชายของอินเดียจะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 68.8 ปี และเพศหญิงอยู่ที่ 71.1 ปี
การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรผู้สูงวัยของอินเดียมาพร้อมกับโรคภัยต่างๆ ที่เกิดกับผู้สูงวัยตามปกติ เช่น โรคเกี่ยวกับระบบหลอดเลือดและหัวใจ โรคเกี่ยวกับระบบสมองและประสาท โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ทำให้ประชากรผู้สูงวัยเหล่านี้ต้องการการพึ่งพิงผู้อื่นโดยเฉพาะลูกหลานและญาติพี่น้อง ซึ่งจากการสำรวจของบริษัท AZ Research ที่ทำการสำรวจจำนวนผู้สูงวัยในอินเดียที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปต่อจำนวนประชากรวัย 15-64 ปีทุก 100 ราย พบว่าสัดส่วนการพึ่งพิงผู้อื่นของผู้สูงวัยในอินเดียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 10.6 ในปี 2534 เป็น 13.2 ในปี 2554 อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจดังกล่าวพบข้อมูลที่น่าสนใจมากว่า แม้สัดส่วนการพึ่งพิงผู้อื่นของผู้สูงวัยในอินเดียซึ่งเป็นการพึ่งพิงทางกายจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนการพึ่งพิงผู้อื่นทางการเงินกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลมาจากการศึกษาที่ดีขึ้น รายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น รายได้ที่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้มีมากขึ้น การเข้าถึงแหล่งเงินทั้งจากรัฐบาลและธนาคาร รวมทั้งบริษัทประกันชีวิตทำได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ คนเลยวัยเกษียณเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงทำงานอยู่ ซึ่งจากการสำรวจของบริษัท AZ Research ที่ทำการสำรวจผู้สูงวัยอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปที่มีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 20 ล้านรูปีขึ้นไป (ประมาณ 10 ล้านบาท) จำนวน 1,000 ราย ใน 12 เมืองของอินเดียทั้งที่เป็นเมืองใหญ่และเมืองเล็ก พบว่าร้อยละ 51 ของผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผู้สูงวัยเลยวัยเกษียณไปแล้วแต่ยังทำงานเต็มเวลาแบบมีรายได้คงที่เป็นรายเดือน แต่ในภาพรวมแล้วพบว่าร้อยละ 78 ของผู้ให้สัมภาษณ์ยังคงทำงานอยู่แม้จะเลยวัยเกษียณแล้วก็ตาม
ข้อมูลจากการสำรวจของบริษัทฯ ดังกล่าวทำให้เห็นว่าตลาดผู้สูงวัยที่มีฐานะดีของอินเดียน่าจะเป็นตลาดที่นักธุรกิจไทยควรให้ความสนใจเป็นพิเศษเพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจากตลาดอื่น ซึ่งจากการสำรวจดังกล่าวพบว่ารายจ่ายของครอบครัวผู้สูงวัยซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้มีฐานะดีเฉลี่ยอยู่ที่ 40,953 รูปีต่อเดือน โดยจะเป็นรายจ่ายสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ร้อยละ 22.5 รายจ่ายสำหรับจ้างคนดูแล ร้อยละ 14.3 รายจ่ายสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ร้อยละ 10.4 รายจ่ายสำหรับค่ารักษาพยาบาล ร้อยละ 9.7 และ รายจ่ายสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ ร้อยละ 7.2 ตามลำดับ
ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ ต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคสูงวัยเหล่านี้ ซึ่งมีความต้องการสินค้าและบริการที่แตกต่างไปจากผู้บริโภคกลุ่มอื่น ถ้าสามารถเข้าใจและเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของคนสูงวัยเหล่านี้ได้ ความสำเร็จก็จะอยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น...คนแก่ก็มีที่เด็ดเหมือนกันนะครับ โปรดให้ความสนใจด้วย !!!






