วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ใดครองเทคโนโลยี ผู้นั้นครองเศรษฐกิจ ผู้ใดครองเศรษฐกิจ ผู้นั้นครองอำนาจ

คำกล่าวนี้เป็นคำกล่าวที่ดิฉันเห็นครั้งแรกที่โรงเรียนสตรีนครสวรรค์ในสมัยตอนที่ดิฉันยังเรียนมัธยมศึกษาอยู่

ได้ทราบทีหลังว่าเป็นคำกล่าวของท่านดำรง ลัทธพิพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (ในสมัยนั้นเรียกว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และพลังงาน) ในฐานะที่ดิฉันได้ชื่อว่าเป็นเด็กวิทย์ฯ คนหนึ่ง หลังจากที่ดิฉันได้อ่านคำกล่าวนี้ ดิฉันก็รู้สึกได้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมาทันที และที่สำคัญคำกล่าวนี้ยังเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจให้ดิฉันเรียนสายวิทย์อีกด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่าดิฉันจะได้มาตระหนักอย่างซาบซึ้งถึงความสำคัญในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศก็ตอนที่ได้ไปศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Stanford

Stanford เป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ดีอย่างยิ่งเพราะตั้งอยู่ท่ามกลาง Silicon Valley ซึ่งอยู่ตรงบริเวณอ่าว San Francisco ล้อมรอบไปด้วยบริษัทนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วงแรกเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับการผลิตแผ่น silicon chips สำหรับใช้ในคอมพิวเตอร์จึงมีบริษัทเกี่ยวกับ IT อยู่มากเช่นบริษัท Hewlett-Packard (HP) Apple Intel Google Cisco เป็นต้น และในช่วงหลังก็จะมีบริษัททางด้านเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาอยู่อีกหลายบริษัท ทั้งที่เป็น Cooperate ยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัท Genentec ซึ่งปัจจุบันถูก Roche ซื้อไปให้อยู่ในเครือ Roche Group ไปแล้ว หรือที่เป็นบริษัท start-up อีกหลายแห่ง บางบริษัทก็ได้จัดตั้งขึ้นมาจากการซื้อสิทธิบัตรจากงานวิจัยของ Stanford ไป บางบริษัทก็สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จากงานวิจัยพื้นฐานของ Stanford ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์บางท่านก็ไปเปิดบริษัทเองโดยดึง นักศึกษาที่จบการศึกษาจาก Stanford ไปเป็นนักวิจัยและพนักงานเสียส่วนใหญ่

ไม่เพียงแต่ว่า Stanford จะตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ดี แต่ Stanford ยังมียุทธวิธีในการบ่มเพาะการศึกษาให้กับนักศึกษาอย่างแยบยล โดยได้มีการร่วมมือกับบริษัทเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นการให้นักศึกษาไปทัศนศึกษา ไปฝึกงาน ร่วมวิจัย เชิญ CEO มาสอนหรือบรรยายถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อจุดประกายให้นักศึกษา ไม่ว่าจะเป็น Steve Jobs ของแอ๊ปเปิ้ล หรือ Eric Schmidt นักบริหารที่มีชื่อเสียงที่ผ่านการทำงานทั้งที่ Google และ Apple ก็เคยมาบรรยายและสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้แล้วทั้งสิ้น มากไปกว่านั้นยังมีการจัดงานประชุมเผยแพร่งานวิจัยเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ได้ส่งแมวมองมาหานักศึกษาไปร่วมทำงานด้วยหลังจากการจบการศึกษา บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ดิฉันซาบซึ้งถึงความสำคัญของการวิจัยที่จะนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้ดิฉันยิ่งมั่นใจว่าคำกล่าวของท่านดำรงที่ดิฉันได้จดจำมาตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษานั้นเป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีจริง

ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างอเมริกา ทั้งรัฐบาลและเอกชนได้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างเศรษฐกิจที่มั่นคง ไม่เพียงแต่รัฐบาลของเขามีนโยบายให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ภาคเอกชนเองก็เห็นความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน โดยเฉลี่ยแล้ว บริษัทเอกชนในอเมริกาจะมีการทำวิจัยเองด้วยและจะลงทุนในส่วนของวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ประมาณ 3.5% ของรายได้ แต่ถ้าเป็นบริษัทที่เรียกตัวเองว่า Hi-Tech จะลงทุนถึง 40% ด้วยซ้ำ

เราลองมาดูประเทศทางเอเชียบ้าง ประเทศจีนก็เป็นอีกประเทศที่เชื่อมั่นว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะนำพาประเทศเขาให้เป็นยักษ์ใหญ่ในประชาคมโลกได้ ประเทศเขาจึงทุ่มทุนสร้างโครงการ 100-talents ซึ่งเป็นโครงการที่พยายามดึงดูดคนที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ในสาขาต่างๆ สาขาละ 100 คนมาทำงานที่ประเทศจีน โดยคนที่จะได้รับการคัดเลือกต้องมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นในสาขานั้น ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนจีน แต่จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์จากต่างประเทศเป็นเวลาอย่างน้อง 4 ปีเพื่อจะนำวิสัยทัศน์และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาสู่ประเทศจีน และต้องอายุไม่เกิน 40 ปี ซึ่งนี่เป็นการบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นว่าพลังของคนรุ่นใหม่นั้นมีความสำคัญมากอีกด้วย เขาดึงดูด 100-talents ด้วยค่าตอบแทนที่สูง เงินทุนวิจัยเริ่มต้น (อย่างต่ำ 1 ล้านหยวนหรือ 5 ล้านบาท) นี่ยังไม่รวมไปถึงสวัสดิการค่าที่อยู่อาศัย (อย่างต่ำๆ ประมาณ 360,000 หยวนหรือประมาณ 1,800,000 บาท) เราคงไม่แปลกใจเลยว่าอีกหน่อยเราจะได้เห็นประเทศจีนเป็นผู้ครองเศรษฐกิจโลกจากการยอมลงทุนเช่นนี้นั่นเอง

จริงๆ แล้วคงจะไม่มีใครปฏิเสธถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศให้พัฒนาไปข้างหน้าได้ ซึ่งเรื่องนี้ทั่วโลกก็ได้ให้ความสำคัญอย่างถ้วนหน้า หลายๆ ครั้งเราจะสามารถ correlate ได้ว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้ความสำคัญกับการลงทุนในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ดูได้จาก GDP ที่ใช้ไปในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ จะใช้ GDP ของเขาประมาณ 2-3% ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนประเทศไทยของเรา ใช้ GDP เพียงประมาณ 0.20-0.25% กับงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงแม้ว่าเมื่อรัฐบาลแต่ละยุคเข้ามาก็ประกาศให้พวกเราดีใจเสมอว่าจะเพิ่มงบประมาณตรงนี้ให้ถึง 1% บ้าง 2% บ้าง แต่ตอนนี้ดิฉันว่าแค่ไม่ตัดงบวิจัยของศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้งหลายก็คงจะเป็นข่าวดีของประเทศชาติแล้วค่ะ หลายๆ คนบอกว่าเราต้องแก้ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องก่อน จะให้รัฐบาลเอางบมาลงทุนกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมายได้อย่างไร

ดิฉันเห็นด้วยว่าเราควรแก้ปัญหาปากท้องของคนไทย จึงคิดว่าเรายิ่งควรลงทุนในด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพราะมันจะเป็นคำตอบระยะยาวให้กับปัญหาปากท้องของพี่น้องชาวไทยอย่างยั่งยืน ถึงแม้ดิฉันไม่สามารถจะยกตัวอย่างงานวิจัยที่แก้ปัญหาปากท้องได้หมด แต่ขอยกตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดเจน เช่นงานวิจัยช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างงานวิจัยพันธุ์ข้าวทนน้ำท่วม ข้าวทนเค็ม หรือข้าวต้านทานเพลี้ยกระโดด หลายงานวิจัยที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมจากการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ บางงานวิจัยช่วยสร้างเครื่องมือตรวจรับรองคุณภาพสินค้าส่งออกเพื่อสร้างความมั่นใจกับประเทศคู่ค้าว่าของจากเมืองไทยเรามีคุณภาพดีจริง แม้กระทั่งปัญหาน้ำมันแพง นักวิจัยก็ช่วยหาพลังงานทางเลือกเพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน นอกจากปากท้อง เรายังต้องช่วยเรื่องสุขภาพเช่นการวิจัยหายาต้านเชื้อมาลาเรียใหม่ๆ ชุดตรวจโรคต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของงานวิจัยที่พวกเรานักวิจัยทั้งในศูนย์วิจัยแห่งชาติและในมหาวิทยาลัยต่างร่วมด้วยช่วยกันเพิ่มศักยภาพให้กับประเทศไทยโดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้านำทาง

เวลาผ่านไปเป็นสิบปีมาแล้ว ตั้งแต่ดิฉันยังเป็นเด็กหญิงเรียนมัธยมศึกษาจนจบปริญญาเอกกลับมาทำงานแล้วกว่าแปดปี ดิฉันมานั่งลองย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมาการให้ความสำคัญของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยเราไปถึงไหนกันแล้ว ดิฉันเชื่อว่าประเทศเรามีทรัพยากรบุคคลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีความสามารถสูงไม่แพ้ใครในโลก แต่ก็มีจำนวนไม่มากพอและจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนให้มี critical mass ของนักวิจัยให้เพียงพอกับงานที่มีมากมายเพื่อที่เราจะได้ทำกันให้ทันประเทศอื่นเขา สำหรับบุคลากรคุณภาพที่เรามีอยู่ในปัจจุบันนี้ เราคงต้องการการสนับสนุนอย่างจริงใจและความเข้าใจจากรัฐบาลรวมถึงสังคมว่าการทำงานด้านนี้ต้องใช้เวลานานกว่าจะศึกษาและพัฒนาอะไรขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราจะไม่เริ่มต้นเพราะเพียงแค่ว่าไม่อยากรอนั้น เห็นคงจะไม่ได้เป็นแน่ การที่เราไม่ก้าวเดินไปข้างหน้าก็เปรียบได้กับการเดินถอยหลังเพราะนานาประเทศเขากำลังหาทางก้าวกระโดดทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกันอยู่ หรือท่านจะปล่อยให้ประเทศไทยของเราตกขบวนกันได้ลงคอคะ

ในขณะที่ดิฉันและอีกหลายท่านในวงการวิทยาศาสตร์พยายามผลักดันให้น้องรุ่นหลังมุ่งมั่นตั้งใจในการศึกษาและกล้าที่จะเรียนทางวิทยาศาสตร์ พยายามให้เขา push the limit ของตัวเขาเองเพื่อที่จะมาพัฒนาประเทศอันเป็นที่รักของพวกเรา คงต้องย้อนกลับมาถามว่า แล้วประเทศของเราพร้อมที่จะ push the limit โดยการสนับสนุนงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือยัง เพราะต้องไม่ลืมว่า “ผู้ใดครองเทคโนโลยีผู้นั้นครองเศรษฐกิจ ผู้ใดครองเศรษฐกิจผู้นั้นครองอำนาจ”