วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยุติจำนำข้าว

สัญญาณการลดราคาจำนำข้าวเปลือกจากปัจจุบัน 15,000 บาทต่อตัน ในโครงการจำนำข้าวทุกเมล็ด ถือเป็นท่าทีล่าสุด

ของรัฐบาลในการหาทางลง ในโครงการที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด และไม่เฉพาะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กิตติรัตน์ ณ ระนอง เท่านั้นที่ส่งสัญญาณทบทวนโครงการออกมา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินสายชี้แจงโครงการรับจำนำข้าวเปลือกให้เกษตรกรในจังหวัดพิษณุโลก บอกต่อหน้าประชาชนที่ ร่วมรับฟังออกมาว่ารัฐบาลรับจำนำข้าวเปลือกราคา 1.5 หมื่นบาทต่อตันมาถึง 4 ฤดูผลิตแล้ว

หากเกษตรกรมีความเป็นอยู่ดีขึ้นบ้างแล้ว ก็ขอให้เตรียมใจยอมรับ หากจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงราคารับจำนำลงบ้าง โดยให้เหตุผล ราคาข้าวในตลาดโลกได้ปรับตัวลง จึงถือเป็นแนวทางการถอย ในภาวะที่โครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า สร้างความเสียหายแล้วเกิน 2 แสนล้านบาท จากเม็ดเงินที่อัดฉีดไปแล้วกว่า 660,000 ล้านบาท และยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าเกิดภาวะรั่วไหล เกษตรกรได้รับประโยชน์เพียง 40%ของเม็ดเงินที่รัฐบาลทุ่มลงไป คำถามที่ตามมาจึงอยู่ที่ว่า การลดราคาจำนำจะสามารถลดภาระรัฐบาลได้มากน้อยแค่ไหน ในสถานการณ์ที่กระบวนการจำนำข้าวยังเหมือนเดิม ยังเปิดช่องให้คนบางกลุ่มหาผลประโยชน์จากโครงการ

รัฐบาลตั้งเป้าหมายใช้วงเงินในโครงการการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ช่วงเวลาการผลิตปี 2554/2555 และปี 2555/2556 วงเงิน 8 แสนล้านบาท โดยใช้ในโครงการจำนำข้าวแล้ว 7 แสนล้านบาท เกินกว่ากรอบที่มติคณะรัฐมนตรีได้วางไว้ไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ทั้งนี้เพียงแค่ 3 ฤดูการผลิตในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะอนุกรรมการปิดบัญชี ได้สรุปออกมาแล้วว่าขาดทุน 2.2 แสนล้านบาท ขณะที่ข้าวนาปรังซึ่งยังเหลือกระบวนการรับจำนำอีก 4 เดือนคาดว่าจะขาดทุนเดือนละ 1.1 หมื่นล้านบาท ดังนั้นตัวเลขการขาดทุนในโครงการจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ และหากยังดำเนินโครงการต่อไป โอกาสที่จะมากกว่าตัวเลขที่ถกเถียง 2.6 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าการลดราคาจำนำไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา นอกจากเกษตรกรจะได้เงินน้อยลงแล้ว แต่กระบวนการรั่วไหลยังคงอยู่ในอัตราเดิม ขณะเดียวกันนโยบายรับจำนำทุกเมล็ด เท่ากับว่ารัฐต้องแบกภาวะค่าเสื่อม ภาระดอกเบี้ย เช่นเดิมการลดราคาจึงไม่ใช้ทางออก สอดคล้องกับ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่า มีกระบวนการนำข้าวในโครงการแอบขายออกไป ซึ่งในวงการข้าวจะใช้คำว่า วิธีการ "เปาเกา" ซึ่งหมายถึงมีนายหน้าตัวแทนส่งข้าว เช่น หากมีบริษัทค้าข้าวที่ต้องการข้าวสารจากโครงการ ก็จะว่าจ้างนายหน้าเพื่อไปหาข้าวมาให้โดยจ่ายให้ในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม ดังนั้นจากเดิมเมื่อชาวนานำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการรับจำนำ โดยผ่านโรงสีที่เข้าโครงการของรัฐบาล ก็จะมาสีแปรสภาพเป็นข้าวสารและนำส่งเข้าโกดังกลางของรัฐบาล ผ่านตัวแทนของ อคส. ขณะที่นำไปขายต่อในราคา 21 บาทต่อกิโลกรัม

ภายในรัฐบาลเอง ก่อนหน้านี้มีความคิดขัดแย้งกันตลอด ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ลดราคาจำนำหรือจำกัดปริมาณ นั้นวิตกว่าจะสูญเสียคะแนนนิยม หลังจากที่ขายนโยบายรัฐบาลไปตั้งแต่เลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ก็มองว่าการปรับลดราคา อาจจะเสียเปรียบในทางการเมือง เป็นการสะท้อนความล้มเหลวของว่า รัฐบาลในมุมตรงกันข้ามฝ่ายที่ต้องการให้ทบทวนโครงการนั้น เห็นว่ายิ่งเดินหน้าตามเงื่อนไขเดิมๆ นั้น อาจจะยิ่งส่งผลต่อรัฐบาลมากขึ้น

ที่สำคัญวันนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือธ.ก.ส.กำลังเผชิญภาวะการขาดสภาพคล่องมาดำเนินนอกจากรัฐบาลจะหาทางลง โดยการปรับลดเงื่อนไขบางประการแล้ว การปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ ก็เป็นอีกวิธีที่จะลดแรงกดดันจากนโยบายจำนำข้าว ซึ่งเราเห็นว่าทางออกที่ดีที่สุดรัฐบาลต้องเล็งผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติมากกว่าที่จะคำนึงผลทางการเมือง และการยุติโครงการจำนำข้าว หันมาหาวิธีช่วยเหลือชาวนาแบบใหม่ที่รั่วไหลน้อยที่สุด น่าจะเหมาะสม