วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มี 2.6 แสนล้านก็ซื้อวันวานกลับมาไม่ได้

คลิปการแถลงข่าวเกี่ยวกับการจำนำข้าว ที่รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ถูกนักข่าวไล่ต้อน

เนื่องจากไม่สามารถตอบคำถามว่าจริงๆ โครงการนี้ขาดทุนไปเท่าไหร่ ประโยคเด็ดจากนักข่าวท่านหนึ่งที่ว่า “เราจะลืมตัวเลข 2.6 แสนทันที ถ้าท่านให้ตัวเลขใหม่มาค่ะ” ได้สะท้อนให้เห็นว่านักข่าวต้องการข้อเท็จจริงเพื่อจะได้ไปชี้แจงต่อสังคมว่า ตัวเลข 2.6 แสนล้านบาทที่ตอนนี้เป็นตัวเลขเดียวซึ่งเกิดจากการใช้คณิตศาสตร์เบื้องต้นบวกลบกันตามหลักการทางบัญชีนั้น เป็นตัวเลขที่ถูกต้องหรือไม่ การที่ผู้ตอบคำถามเลือกใช้คำว่า “ข้อมูลลับ” เพื่อเลี่ยงการตอบตรงๆ เป็นการเดินหมากที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะคำนี้เป็นคำต้องห้ามสำหรับรัฐบาลที่แสดงตนว่าเข้ามาอย่างถูกต้องตามครรลองของประชาธิปไตย

โครงการนี้เป็นโครงการใหญ่ มีเสียงเตือนจากรอบทิศว่าอาจจะไม่คุ้มค่า ท่านกลางเสียงเตือนเหล่านี้ หากรัฐบาลคิดจะเดินหน้า ก็ควรมีการจัดทำข้อมูลต่างๆ ไว้แก้ต่างกับข้อครหาที่เกิดขึ้น สามารถหยิบขึ้นมาใช้ได้ทุกเมื่อ ภาพการตอบแบบอ้ำอึ้งๆ ตีความได้อย่างเดียวว่า ไม่ได้ทำการบ้านมาดีพอ ความเสียหายในเชิงภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เป็นความเสียหายทางการเมืองในระดับที่ไม่มีวันจะกู้คืนมาได้อีกแล้ว ต่อให้มีตัวเลขใหม่ออกมา ก็ไม่มีวันทำให้คนลืมตัวเลข 2.6 แสนล้านไปได้ การกู้วิกฤติศรัทธาคราวนี้ มีทางออกเพียงทางเดียว คือ การออกมาขอโทษและแสดงความรับผิดชอบ

การตั้งคนใหม่มารับผิดชอบไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น การบริหารงานผิดพลาดเป็นเรื่องเข้าใจได้ และเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกรัฐบาล หากขุดข้อมูลย้อนหลังไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา บางทีเราอาจจะเห็นบางโครงการในรัฐบาลชุดก่อนหน้าที่สร้างความเสียหายมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงกว่า คือ ความเคลื่อนไหวของคนในรัฐบาลที่จะฟ้องกลับพรรคฝ่ายค้านในประเด็นเดียวกัน ความเคลื่อนไหวแบบนี้ กำลังจะทำให้รัฐบาลข้ามเส้นจากการบริหารงานผิดพลาด เป็นรัฐบาลอันธพาล ก่อนหน้านี้คนในรัฐบาลบางคนก็แสดงออกด้วยการพูดก่อนคิดทีหลัง เอาเสียงดังเข้าสู้กันมาหลายกรรมหลายวาระแล้ว การฟ้องกลับแก้เกี้ยวจึงไม่ต่างอะไรกับการราดน้ำมันค่าออกเทนสูงลงไปในกองไฟที่ใกล้มอด

ทีนี้พอมีอะไรเกิดขึ้น และพอจะโยงกับรัฐบาลได้ คนก็จะเชื่อไปว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล กรณีของคุณเอกยุทธเป็นตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ เพราะจนถึงวันนี้ แม้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าความจริงเป็นอย่างไรรัฐบาลก็ได้รับแรงกระแทกไปเต็มๆ เรียบร้อยแล้ว ชั่วโมงนี้รัฐบาลต้องเลือกอย่างระมัดระวังว่า ใครควรพูด ใครควรนิ่ง ใครควรทำ ใครควรเฉย การเคลื่อนไหวที่ขาดเอกภาพ เป็นปัจจัยที่จะบั่นทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในอัตราเร่งที่สูงขึ้น

ในความเป็นจริง โครงการจำนำข้าวมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ที่ผ่านมารัฐบาลออกมาแก้ต่างแค่เงินเหล่านี้ถึงมือชาวนา แต่ไม่ได้มีอะไรมาปลอบใจคนที่ต้องเสียภาษีเลยว่า เงินที่ลงไปกับโครงการนี้ ได้ผลคุ้มค่าจริงหรือไม่ สมมติว่าโครงการนี้ขาดทุน 2.6 แสนล้านจริง คนไทยมี 67 ล้านคน แสดงว่าคนไทย 1 คน รวมถึงชาวนาเอง จะต้องช่วยกันลงขันกับโครงการนี้คนละประมาณ 3,900 บาท ซึ่งเป็นเงินไม่ใช่น้อย ถ้าคิดตามเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท คนงานหนึ่งคนต้องทำงานฟรีถึง 13 วันเพื่อช่วยให้ชาวนาได้เงินจากโครงการนี้

โครงการระดับนี้ อาจมีปัญหาการทุจริตในระดับพื้นที่บ้าง ลองนึกดูว่า ถ้าชาวนาครอบครัวหนึ่งมีกัน 5 คน ต้องลงขันคนละ 3,900 บาท รวมแล้วครอบครัวนี้ต้องลงขันร่วมโครงการ 19,500 บาท ถ้ามีที่นาไม่เยอะ ได้ประโยชน์จากโครงการนี้น้อย บางทีเงินที่ได้รับเพิ่มจากโครงการนี้อาจจะน้อยกว่าที่ลงขันไป แสดงว่าพวกเขาจะขาดทุน การมีที่ทำกินน้อยอยู่ แสดงว่าเป็นชาวนาที่ยากจน การขาดทุนจึงส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของเขามากกว่าเดิม จึงเป็นการซ้ำเติมกันเห็นๆ


หากมีคนในรัฐบาลออกมาบอกว่า รัฐไม่ได้ไปแบมือขอเงินจริงๆ การวิเคราะห์ในย่อหน้าก่อนหน้านี้จึงเป็นไม่สมเหตุสมผล ก็แสดงว่า คนพูดยังไม่เข้าใจว่าภาระทางการคลังสามารถกระทบกับประชาชนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินผลกระทบในเชิงตัวเงินเบื้องต้นเพื่อให้เห็นภาพว่า นโยบายที่ต้องการจะช่วยผู้มีรายได้น้อยกลุ่มหนึ่ง หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี สามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยอีกกลุ่มหนึ่งด้วยเช่นกัน

เมื่อทุกคนจะได้รับผลจากโครงการนี้ การที่สังคมจะตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของโครงการ จึงเป็นสิทธิที่ชอบธรรมของพวกเขา รัฐบาลต้องเปลี่ยนท่าทีในการรับมือกับเหตุการณ์ ควรมองว่าประเด็นการขาดทุนที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ประเด็นทางการเมืองที่ฝ่ายค้านจะใช้ในการถล่มรัฐบาล แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องชี้แจงให้หุ้นส่วนของชาติทุกภาคส่วนได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ในสัปดาห์หน้า หากตัวเลขที่ออกมาใหม่ต่ำกว่า 2.6 แสนล้านบาท ต่อให้มีเอกสารมียืนยันแค่ไหน ก็ไม่มีทางจะกู้วิกฤติศรัทธากลับมาได้อีกแล้ว ในเมื่อก่อนหน้านี้ งานเอกสารที่ควรจะเป็นงานที่ทำประจำในโครงการ ยังไม่สามารถจัดระบบจนให้คำตอบได้ แล้วจู่ๆ แค่ไม่กี่วัน กลับมีตัวเลขใหม่ออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจได้อย่างไร

หากขาดทุนใกล้เคียงกัน 2.6 แสนล้านบาทจริง งั้นการที่รัฐบาลปฏิเสธแบ่งรับแบ่งสู้มาตลอด ก็แสดงว่า คนนอกสามารถทำงานในเรื่องของรัฐบาลได้ดีกว่ารัฐบาลเอง ในขณะที่คนในรัฐบาลยังมะงุมมะงาหราบวกลบเลขอยู่ คนไทยเขาก็รู้กันไปก่อนหน้านั้นแล้วว่าตัวเลขเป็นเท่าไหร่ แบบนี้เรายังจำเป็นต้องรอข้อมูลจากรัฐบาลอีกหรือ?

ถ้าผลออกมาว่า ขาดทุนมากกว่า 2.6 แสนล้านบาท ย่อมทำให้มีคนมองไปว่า ก่อนหน้านี้รัฐบาลหมกเม็ดข้อมูล พอความแตกโดนจับได้ถึงได้ยอมแบไต๋ออกมา ยิ่งส่งผลต่อวิกฤติศรัทธาให้ดิ่งเหลวลงไปลึกกว่าเดิม

จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเดินหมากทางไหนก็โดนกินทั้งนั้น ต่อให้เอาเงิน 2.6 แสนล้านบาทมาคืน ก็ไม่มีหวังจะได้ความเชื่อมั่นคืนมาอีกต่อไป วันวานที่แสนหวานได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

หากมองในแง่ดี เหตุการณ์นี้ทำให้เป็นว่า สื่อมวลชนยังสามารถทำหน้าที่เป็นแสดงสว่างส่องไปยังมุมมืด เพื่อให้เห็นอะไร ให้เห็นว่าใครเป็นใครได้อย่างน่าชื่นชม สังคมเองก็คงจะได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับการทำงานของรัฐ สำหรับหลายคน ความเข้าใจนี้ จะมีผลต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ด้วยเหตุนี้ ตัวเลข 15 ล้านซึ่งเป็นตัวเลขในวันวาน อาจไม่ใช่ตัวเลขทางการเมืองที่แท้จริงของวันนี้ และไม่ใช่จุดอ้างอิงที่ดีสำหรับอนาคตของรัฐบาลด้วยเช่นกัน